Page 1 of 1

เรื่องสั้น ชื่อ เงียบ (กล้วยไม้ฤดูร้อน)

PostPosted: Fri Mar 13, 2009 7:56 pm
by orchid
[font=Courier New]นานมาแล้ว แค่ไหนกันน้าที่เราไม่ได้รู้สึกอย่างนี้ ความสุข สงบ เงียบทั้งหมดนี้....
แล้วก็มีเสียงถอนหายใจออกมา ฉันกำลังนั่งเล่นอยู่ในสวนสาธารณะที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง ขึ้นชื่อของว่าเมืองหลวง ความก้าวหน้า ทันสมัย ชีวิตความเป็นอยู่ย่อมต่างกับต่างจังหวัด ถึงแม้ว่าทุกวันนี้อาจจะดูไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่ยังไงเมืองหลวงก็ก้าวหน้าไปก่อนเสมอ

ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่นั่งที่อาศัยอยู่ที่นี่ ก็ตั้งแต่เกิดนั่นแหละ จนตอนนี้อายุก็เพิ่มขึ้นตามกาลเวลาที่ผ่านไป สิ่งต่างๆก็เปลี่ยนไปด้วย ทั้งวัตถุ สถานที่ หรือแม้แต่ใจคน ปัญหาวุ่นวายทั้งหลายที่เกิดขึ้นก็เกิดจากคนทั้งนั้น ชีวิตที่ต้องเร่งรีบ แข่งขันกัน ทำให้คนเรามองข้ามอะไรหลายๆอย่าง ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ต้องวิ่งตามกระแสทั้งหลายที่หมุนไป จนวันนี้ฉันได้พาใจและกายมานั่งในสวนสาธารณะแห่งนี้

ฉันนั่งมองสิ่งต่างๆรอบตัวอย่างสงบ มีหลายคนกำลังวิ่งออกกำลังกาย บ้างก็อยู่กันเป็นกลุ่มเพื่อนทำกิจกรรม บ้างก็มากันทั้งครอบครัว แล้วฉันหล่ะ มาคนเดียว นั่งอยู่คนเดียว ความคิดมากมายที่เคยคิดเมื่อยังอ่อนวัยกว่านี้ก็ผุดขึ้น

“เฮ้ย พวกแกมีสเปคผู้ชายในฝันปะ”เพื่อนที่ชื่อ กุ๊งกิ๊ก เอ๋ยถามเพื่อนๆ
“มีสิ ต้องหล่อ หุ่นเท่ห์ เหมือนนายแบบ สุภาพ “ เพื่อนอีกคน ชื่อ ปี๊บ บรรยายสเปคหนุ่มในฝันให้ฟังพร้อมกับทำท่าฝันหวาน แล้วทั้ง 2 คนก็หันมาถามฉันด้วยสายตา ฉันก็ทำหน้าเหวอ แล้วก็เอานิ้วชี้ที่ตัวเอง
“ฉันไม่มีหรอก ตอนนี้คิดแค่ว่ามีหน้าที่เรียน แล้วต้องเรียนให้จบด้วยเวลาที่กำหนด และก็ต้องทำงานที่บ้านด้วย ไม่มีเวลามานั่งจิตนาการหรอกว่าผู้ชายในฝันเป็นแบบไหน “
ทั้ง 2 คนทำหน้าหงิกไปเลย ก็จริงอย่างที่คิดเพราะว่าฉันเองก็ไม่เคยคิดเรื่องนี้จริงๆ
“แล้วแกคิดที่จะแต่งงานไหมเนี่ย “ กุ๊งกิ๊ก ถามฉัน
“ไม่รู้สิ มันเป็นเรื่องของอนาคต เราไม่รู้หรอก อย่าบอกนะว่าพวกเธอคิดแล้ว อายุแค่เท่าไหร่เอง คิดไปซะไกล เรียนให้จบก่อนดีกว่าไหม”
“จ้า...........แม่แก่เรียน เรียนเข้าไป ฉันว่าคานทองคงเหมาะกับแกแล้วหล่ะ”ปี๊บพูดจบก็หันไปพยักหน้ากับกุ๊กกิ๊ก ฉัน กุ๊กกิ๊ก และปี๊บพากันหัวเราะพร้อมทั้ง โดยที่ไม่รู้ว่ามีใครอีกคนกำลังมองมาที่กลุ่มของ 3 สาวเลย

หลายวันต่อมา ฉันนั่งรอ 2 สาวที่นัดกันว่าจะมาติวหนังสือกัน ปีนี้ฉันกำลังเรียนปีสุดท้ายแล้ว ขณะที่ฉันกำลังใจจดจ่อกับหนังสือที่เตรียมติวกัน ก็มีคนมานั่งฝั่งตรงกับฉัน ฉันเงยหน้าขึ้นมา
“สวัสดีครับ ผมชื่อ ปรัชญ์ ครับ” เขาแนะนำตัวด้วยชื่อ ฉันเองก็งง อยู่ๆมาแนะนำตัวทำไม ไม่เคยเห็นหน้าด้วย
“คือว่า ผมเห็นคุณนั่งอ่านหนังสืออยู่คนเดียว ก็เลยอยากมานั่งเป็นเพื่อนครับ” ท่าจะบ้า คนอ่านหนังสือต้องการสมาธิ ฉันเองก็ไม่คุ้นหน้า ว่าแต่ก็หน้าดีเหมือนกันนะ
“ขอโทษนะค่ะ คือว่า ฉันเองก็ไม่รู้จักคุณ อีกอย่างฉันไม่เคยเห็นคุณมาก่อนด้วย ตอนนี้ฉันรอเพื่อนมาติวหนังสือกัน ถ้ายังไงไม่มีธุระ อะไรก็เชิญนะค่ะ”ฉันเอ๋ยปากไล่เขากลายๆ เขาเองก็ยิ้มแห้งคืนกลับมา
“คือว่าผมอยากทำความรู้จักกับคุณ คุณชื่ออะไรหรือครับ ผมเรียนคณะวิศวะฯเอกคอมฯปี 4”
“แต่ฉันเรียนคนละคณะกับคุณนะ แล้วถามชื่อเพื่ออะไรมิทราบ”ฉันพูดออกไปด้วยน้ำเสียงปนรำคาญคนกำลังอ่านหนังสือยังจะมายุ่งอยู่ได้
“คือ...............ผม.................อยากเป็นเพื่อนกับคุณ” อุ้ย นึกยังไงเนี่ยอยากมีเพื่อนข้ามคณะ งง
“ถ้าฉันบอกแล้วคุณก็ไปได้เลยนะ ฉันจะอ่านหนังสือ “ เขาพยักหน้ารับแทนการตอบ
“ฉันชื่อ บัว เรียนคณะบริหารธุรกิจ เอกการบัญชี ปี4 แค่นี้นะที่คุณอยากรู้ เชิญ” ฉันออกปากไล่เลย เพิ่งอ่านได้นิดเดียวเองยังจะมีคนมากวนอีก พูดจบก็อ่านหนังสือต่อ แต่คนตรงหน้านั่งนิ่งไม่ขยับ ฉันไม่สนใจแล้วจะอ่านหนังสือ พอดีกับกุ๊งกิ๊ง และ ปี๊บมา
“บัว”ปี๊บ เรียกชื่อฉันเมื่อเดินเข้ามาใกล้ๆ แต่สายตากลับไปจ้องที่ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับฉัน เออ ได้อย่างนี้สิเพื่อนฉันเห็นผู้ชายไม่ได้
กุ๊งกิ๊งก็มากระซิบถาม “ใครอะ หล่อดี”
“อยากรู้ก็ถามเองนะ แล้วช่วยไล่ไปด้วย จะได้ติวหนังสือกัน”ฉันบอกปัดๆๆไป
หลังจากนั้นทั้ง 2 สาวก็ทำความรู้จักกับเขาแล้วก็คุยกันเรื่องทัวไป จนฉันคิดว่าทั้ง 2 คนคงจะไม่สนใจที่จะติวหนังสือแล้ว ก็เลยปิดหนังสือเตรียมตัวกลับ
“เฮ้ย จะไปไหนวะ ยังไม่ได้ติวเลย”กุ๊งกิ๊ง ถามขึ้น
“ก็จะกลับแล้ว ไม่มีสมาธิอ่านหนังสือ ไปก่อนนะ”ฉันพูดจบก็เดินจ้ำอ้าว ไม่สนใจฟังเสียงเพื่อนเรียก
“บัวเป็นไรวะ”ปี๊บถามขึ้น แต่สายตาชายหนุ่มที่เป็นเพื่อนใหม่ก็มองตามคนที่เดินจ้ำๆไป
“ขอโทษนะค่ะที่ยัยบัวเสียมารยาท ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันแท้”ปี๊บรีบเอ๋ยขอโทษ
“ไม่เป็นไรครับ สงสัย บัว เขาคงไม่ค่อยชอบหน้าผมมั้ง”
“ยัยบัว เป็นพวกบ้าเรียนแล้วก็ไม่ค่อยชอบพูดกับผู้ชายเท่านั้นเองถ้าไม่จำเป็น” ปี๊บ รีบบอก

หลังจากวันนั้น ปรัชญ์ ก็มาทักทายเสมอฉันเองก็ไม่ใส่ใจ แต่คุณเพื่อนทั้งสองก็มนุษยสัมพันธ์ดีคุยด้วยตลอด จนพักหลังฉันเหมือนส่วนเกิน จนวันสุดท้ายที่สอบเสร็จ กุ๊งกิ๊ง และปี๊บ ก็ลากฉันไปฉลองกันที่สอบเสร็จไปถึงร้านจึงรู้ว่ามีบุคคลที่4 รออยู่แล้ว ก็นายปรัชญ์ เท่านั้นแหละ ฉันถอนหายใจเลย ฉันเองก็ก้มหน้าก้มตาทานอาหารไปเรื่อยคุยบ้างเล็กน้อย จนอิ่มแล้วฉันเลยขอตัวกลับบ้าน แต่นายปรัชญ์ก็เอ๋ยปากอาสาเป็นคนขับรถไปส่งที่บ้านทุกคน ฉันเองก็ปฏิเสธ แต่เขาก็ยังคะยั้นคะยอ สุดท้ายก็เลยตามเลย แต่ที่น่าสงสัยที่สุดคือ ทำไมต้องให้ฉันนั่งหน้าด้วยหล่ะ ผลก็คือ ฉันเป็นคนลงสุดท้าย
นายปรัชญ์ขับรถส่ง 2 สาว แล้ว ภายในรถก็เงียบขึ้น อยู่ๆเขาก็ถามว่า “บัว เรียนจบแล้ว หางานเตรียมไว้หรือยัง”
“ยัง”ฉันตอบแบบเลี่ยงๆ
“แล้วตอนนี้บัวมีแฟนหรือยัง” ฉันมองหน้าเขา อยู่ๆก็มาถาม
“ไม่มี ทำไมหรอ”ตอบแบบแกล้งเซ่อ
“เราจะขอบัวเป็นแฟนกับเราได้ไหม” ว่าแล้วต้องมาแบบนี้
“เรายังไม่พร้อมที่จะมีแฟน เรามีให้แค่เพื่อนเท่านั้น มากกว่านั้นเราคงให้ไม่ได้”
“ทำไมหล่ะ บัวก็เรียนจบแล้วนะ รับเราไว้พิจารณาหน่อยสิ เราชอบบัวมานานแล้ว”
“นี่ เราเพิ่งรู้จักกันนะ นายจะมาชอบฉันได้ไง”ฉันหันไปมองหน้าเขาทันที เป็นจังหวะที่เขาเองจอดรถข้างทางพอดี โดยที่ฉันเองก็เพิ่งจะสังเกตเมื่อรถจอดสนิท
“ที่จริง เราเองก็มองบัวมานานมากแล้ว แต่ไม่กล้าพอที่จะเข้าหา ครั้งที่แรกที่เราเจอบัว ตอนนั้นเราเพิ่งเข้ามาเรียนปี 1 เหมือนบัวนั่นแหละ เราเห็นบัวที่โรงอาหารของมหาลัยฯ ตอนนั้นมันเหมือนมีอะไรมาตรึงสายตาเราให้มองบัว ทั้งที่บัวไม่ได้มีอะไรที่เด่น เราเองก็ได้แต่มอง แต่เราต้องห้ามใจตัวเองว่าคงเป็นแค่ความรู้สึกที่ยังไม่แน่นอน เราเลยไม่เข้าหาบัว ระหว่างที่เรียนอยู่ที่นี่เราเองก็พยายามตามหาว่าผู้หญิงที่ตรึงสายตาเราคนนั้นเป็นใคร จนรู้แต่เราคิดว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะเข้าหา จนเวลาเลยมาถึงตอนนี้ วันนั้นที่เราเข้าไปหานั้น เราตั้งใจจะบอกแล้ว แต่พอเห็นหน้าบัว เราเลยกลัวก็ได้แต่เงียบปล่อยให้เวลามาจนถึงตอนนี้ เราคิดว่าเราพร้อมแล้ว ที่จะขอบัวมาเป็นแฟนเรา”เขาหันมาสบตาฉัน ฉันเองก็ได้แต่อึ้งไป ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีใครมาขอเป็นแฟนแบบนี้ ฉันเองก็ใช่ว่าจะหน้าตาดี คิดเสมอมาว่าเราไม่ดีพอสำหรับใครหรอก แล้วก็พยายามปิดตัวเองมาตลอด
“แต่เราก็ยังงง อยู่ดี ยังไงเราเองก็ขอบใจปรัชญ์นะ ที่ให้ความรู้สึกดีๆกับเรา เราคิดว่าตอนนี้เราไม่พร้อมที่จะให้ความรุ้สึกนั้นกับใคร เราว่าปรัชญ์ลองมองออกไปนอกกรอบที่ใจกำหนดไว้สิ บางอาจจะเจอคนที่ใช่ก็ได้ ที่ไม่ใช่เรา เราเองก็คิดว่าเราไม่ดีพอสำหรับใครหรอก ตอนนี้ก็เรียนจบแล้ว ได้เวลาที่ออกจากกรอบนั้นแล้ว ข้างนอกอาจจะมีอะไรที่ดีกว่าก็ได้ คนเราชีวิตอีกไกล ลองไปสำรวจใจตัวเองอีกครั้งสิ ปรัชญ์อาจจะได้เห็น แต่ตอนนี้เราคงให้ได้แค่เพื่อน จริงๆ” น้ำเสียงที่กล่าวออกไปนั่นจริงจัง
“ทำไมหล่ะ เราไม่ดีตรงหรือเปล่า บัวบอกเราสิ” เสียงที่ปรัชญ์ที่ออกมานั้น ค่อยข้างเศร้า
“ไม่หรอก ปรัชญ์เป็นคนดีคนหนึ่ง เฮ้ย เอาอย่างนี้แล้วกัน ตอนนี้เราเป็นเพื่อนกันก่อน อีก 3 ปี เราค่อยมาว่ากันดีไหม ตอนนี้พวกเราเพิ่งเรียนจบ “
“ถ้าเป็นความต้องการของบัวเราก็คงขัดอะไรไม่ได้จริงไหม ถ้างั้นตอนนี้เราเป็นเพื่อนกันแล้วนะ”เขาส่งยิ้มมาให้
ฉันเองก็ยิ้มกลับ “ต้อนรับมิตรใหม่นะ แต่ตอนนี้ส่งเรากลับบ้านก่อนนะ”

และแล้วสัญญานั้น กำลังจะหมดเวลาลงแล้ว วันนี้ฉันจึงมานั่งที่สวนสาธารณะแห่งนี้ ทำไมเวลาช่างผ่านไปได้เร็วอย่างนี้ ฉันเองก็ได้รับข่าวของปรัชญ์จากเพื่อนที่แสนดีทั้ง 2 คน ฉันเองก็ไม่เคยลืมสัญญานั้น แต่ไม่รู้ว่าปรัชญ์จะลืมหรือไม่ ฉันเองก็ไม่ได้หวังว่าเขาจะรอ ผู้ชายหน้าตาดี ฐานะทั้งทางบ้านและการงานก็ดี ส่วนฉันช่างต่างจากเขาสิ้นดี ตลอดเวลาที่ผ่านฉันเองก็พยายามถามใจตัวเองเสมอว่าฉันพร้อมที่ยอมรับเขาหรือยัง แต่ทุกครั้งก็เหมือนเดิม คือไม่มี สงสัยคำว่า รัก คงห่างจากฉันแล้วมั้ง คิดแล้วก็นั่งเหม่อมอง ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ในสวน พร้อมกับกิริยาอาการของคนที่อยู่ในสวน

“คิมิโนะ ริโซโนะ โอโตโคะ จะไน่เคโด คิมิโนะ โคโตโวะ มิมะโมรุ คนนะ โบกุ เดโมะ ดะเรนิโมะ มะเคไน่ ซุตโตะ โซบะนิอิรุโย อาอิ กะ อารุคาระ “เสียงเพลงสายเข้าดังขึ้นในวันอาทิตย์
“สวัสดีค่ะ บัวพูดค่ะ” ฉันกำลังง่วงอยู่กับงานบ้านเลยรีบหยิบขึ้นมากดรับ ไม่ได้ดูหน้าจอว่าใครโทรมา
“สวัสดี บัว เรา ปรัชญ์นะ” มือฉันเย็นวาบเลย ไม่คิดว่าเขาจะโทรมา
“อืม ปรัชญ์ หรอ เป็นไงบ้าง สบายดีไหม” ปากก็ถามไป แต่ใจสิ มันตื่นเต้น
“สบายดี แล้วบัวหล่ะ สบายดีไหม”
“สบายดี ทำงานเป็นไงบ้าง”ฉันต้องรีบเปลี่ยนประเด็นก่อนที่เขาจะเอ๋ยอะไรที่ฉันเองก็หาคำตอบไม่ได้
“ก็ดี วันนี้ที่เราโทรมา เราจะชวนไปทานข้าวกัน วันนี้ว่างไหม ไม่เจอกันนานแล้ว ไปนะ”
“วันนี้หรอ ก็ได้ กี่โมงหล่ะ แต่บัวว่าขอเป็นช่วงเย็นแล้วกันนะ พอดีทำงานบ้านยังไม่เสร็จเลย”
“อืม ไม่เป็นไร ถ้างั้น 6 โมงเย็นเราไปรับนะ ยังอยู่ที่บ้านเดิมใช่ไหม”
“ใช่ ถ้างั้นเจอกัน 6 โมงเย็น นะ”
“ได้ แค่นี้ก่อนนะ บาย”
“บาย” จบการสนทนา ฉันก็นั่งลงกับพื้นพร้อมกับถามตัวเองว่าเขาจะมาทวงสัญญาหรือปล่าน้า แล้วฉันตอบยังไงหล่ะ ฉันเองยังไม่รู้เลยว่าใจฉันนั้นคิดยังไง หรือว่าคำตอบจะเป็นเหมือนเดิม

ติ้ง ต่อง ติ้ง ต่อง เสียงออดดังขึ้น ฉันเลยมองดูที่นาฬิกา อืมจะ 6 โมงแล้วหนิ สงสัยจะมาแล้ว ฉันคว้ากระเป๋าสะพายขึ้นมา แล้วเดินไปเปิดประตู แล้วช่อดอกไม้ช่อเล็กก็มาตรงหน้าฉัน พร้อมกับรอยยิ้มของคนให้
“หวัดดี ให้เนื่องในโอกาส?” ฉันเอ๋ยถาม
“ก็เนื่องในโอกาส ที่ บัวออกไปดินเนอร์กับเราไง”เขาส่งยิ้มมาให้ ฉันจึงรับดอกไม้แล้วก็เดินไปที่รถที่จอดรอยู่

ในร้านอาหาร บรรยากาศชั่งโรแมนติกจริง เหมือนในนิยายที่หลายๆคนชอบอ่าน แต่ตัวละครให้ความรู้สึกต่างออกไปกับนิยาย ในนิยายก็จะพูดถึงคน2คนที่รักกันมานั่งทานอาหารแล้วก็เอ๋ยความในใจที่ตรงกันออกมานั่นคือคำว่า รัก แล้วตอนนี้หล่ะ ฉันยังไม่รู้คำตอบเลย
“วันนี้ทานไรดี บัวอยากทานอะไรหล่ะ เราเป็นเจ้ามือเอง”คนพูดส่งเมนูอาหารให้
“ไม่รู้เหมือนกันเอางี้ ปรัชญ์สั่งแล้วกัน เราอะไรก็ได้ “ฉันเองก็รับเมนูมาแต่ก็ให้เขาสั่งดีกว่า ฉันเองก็ไม่ค่อยออกมาทานอาหารนอกบ้านเท่าไหร่
“ได้” แล้วเขาก็สั่ง พอสั่งเสร็จก็มาคุยกับฉัน จนอาหารมาก็ต่างคนต่างทานจนอาหารพร่องไป แล้วฉันก็รวบช้อน
“อ้าว อิ่มแล้วหรอ “เขาเงยหน้าขึ้นมาถาม ในจานของเขาเองก็ยังเหลือข้าวอยู่นิดหน่อย
“อืม”ก็ฉันกำลังอึดอัดจนทานอะไรไม่ลงแล้ว
“บัว เราอยากจะถามอะไรสักอย่าง”เขารวบช้อนเช่นกัน
“มีอะไรหล่ะ” ฉันทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
“ยังจำสัญญาที่เคยบอกได้ไหม ตอนนี้มันก็ 3 ปีแล้วนะ บัว คิดยังไงกับเรื่องของเรา ลองคบกันก่อนไหม” สีหน้าและแววตานั้นแน่วแน่มาก
ฉันสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอดแล้วก็พูดออกมา “เราจำได้ แต่เราไม่รุ้ว่าเรารู้สึกมากกว่าเพื่อนหรือเปล่า แต่เราก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าปรัชญ์เป็นคนดีคนหนึ่ง ….”
“เอาหล่ะ ในเมื่อฉันเป็นบอกสัญญานั้น เราลองคบกันก่อนแล้วกัน “ ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอย่างไรต่อไป

ปรัชญ์ยิ้มออกมา รอยยิ้มนั้นสวยจัง ฉันเองก็อยากให้รอยยิ้มนั้นมีตลอดไปนะ ใจฉันหล่ะจะมีรอยยิ้มนั้นเด่นชัดในใจเมื่อไหร่นะ ไม่มีใครบอกได้ เวลาที่ผ่านมามันไม่ได้บอกว่าฉันนั้น รัก ปรัชญ์ เวลาเดินแล้วใจคนหล่ะจะคงเดิมไหม หรือจะเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา แต่ฉันว่าตอนนี้ต้องร้องเพลง รักแท้มีอยู่จริง เหมือนที่ตั้งเสียงเรียกเข้าแล้วมั้ง เพราะว่ามีผู้ชายคนหนึ่งกำลังจะทำให้มันเกิดจริงๆ ในใจฉัน
[/font]

PostPosted: Fri Mar 13, 2009 8:31 pm
by orchid
มือใหม่หัดเขียนค่ะ อยากแสดงความคิดเห็นเชิญค่ะ ไม่ว่าจะรูสึกอย่างไรก็ระบายได้ค่ะ ชอบแต่งแบบสั้นๆๆ แล้วก็ได้แรงบันดาลใจจากการฟังเพลงค่ะ

Re: เรื่องสั้น ชื่อ เงียบ (กล้วยไม้ฤดูร้อน)

PostPosted: Fri Sep 04, 2009 1:43 am
by cy_gnus
น่ารักดี

เราก็เคยให้คนรอ

แต่เค้าคงรอไม่ไหวหละม้าง

อิอิ

เลยชวดเลย