[size=150]หนึ่งสัปดาห์เต็มๆ อมราวดีไม่ได้เยี่ยมหน้าไปที่สปอร์ตคลับอีกเลย คำถามสุดท้ายของครูฝึกคนพิเศษยังวนเวียนสะท้อนก้องอยู่ในความทรงจำของเธอไม่จืดจาง
เขาอ้างว่ามีคนฝากมาถาม แต่หล่อนไม่ได้โง่ขนาดจะเชื่อตามนั้น ที่เคยรับปากเขาไว้ว่าจะรีบจองตัวผู้ฝึกสอนต่อในสัปดาห์ต่อไปก็ยังลังเลใจอยู่ว่าจะมีหน้าไปพบเขาอีกหรือไม่
ที่จริงชายหนุ่มก็ไม่ได้ทำอะไรผิดมากมาย เพียงแต่หัวใจของเธออ่อนไหวไปกับเขากว่าครึ่งค่อนแล้ว พอต้องฟังคำถามบาดหูเช่นนี้ก็ถึงกับไม่อยากไปเจอหน้าเขาเอาดื้อๆ
“หนูดี เมื่อวานทำไมไม่มา หายไปไหนทั้งวันเลย” เสียงบราลีกรอกผ่านหูโทรศัพท์ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ของเช้าวันอาทิตย์
“นี่เธอโทรมาปลุกฉันทำไมแบม ยังง่วงอยู่เลยนะ” เธอแสร้งหาวหวอดไปด้วยทั้งที่ตื่นมานั่งจิบกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์ที่โต๊ะอาหารตั้งเป็นนานแล้ว
“อย่าบอกนะว่าเธอยังไม่ตื่นหนูดี ฉันไม่เชื่อหรอก เธอไม่เคยตื่นสาย”
“ฉันง่วงจริงๆ นะแบม ถ้าเธอไม่มีอะไรแล้วฉันว่า...”
อมราวดีกำลังจะตัดบทแต่เพื่อนรู้ทันเสียก่อนรีบร้องปรามเสียงดัง
“ห้ามวางเด็ดขาดนะ เป็นอะไรของเธอกันนี่อยู่ๆ ก็หายไปเสียเฉยๆ”
“ไม่มีอะไรหรอกแบมฉันแค่เหนื่อยๆ น่ะ”
ปลายสายทำเสียงฟึดฟัดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะถามกลับมาด้วยน้ำเสียงดีขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
“แล้ววันนี้เธอจะมาไหม”
“ยังไม่รู้เลย”
“ไม่รูได้ไง หรือว่าเธอต้องตามคุณหญิงแม่ไปพบหน้าว่าที่คู่หมั้นอีกเหรอ”
เพื่อนเดาไปอีกทางแต่เธอกลับไม่ลังเลเลยที่จะยอมรับเพื่อตัดปัญหาไปเสีย
“อาจจะ...”
“โธ่หนูดี เธอกลายเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายยอมให้ที่บ้านจับคลุมถุงชนตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ถึงผู้ชายคนนั้นจะหล่อลากก็เถอะนะ อิๆ”
หญิงสาวรับฟังเสียงหัวเราะของเพื่อนด้วยจิตใจห่อเหี่ยว รู้ดีในสายตาเธอไม่มีใครจะดีเท่าคุณไรซ์อีกแล้ว แน่ในเมื่อเขาเอ่ยปากถามขนาดนี้แล้ว หล่อนก็ไม่อยากไปเจอหน้าเอาดื้อๆ
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกแบม พอดีฉันเหนื่อยๆ ด้วยเลยไม่ค่อยได้ไปเท่านั้นเอง”
“ไม่เท่านั้นหรอกมั้งนี่ เธอหายไปทั้งอาทิตย์เลยนะ เป็นไปได้ยังไง ไม่เสียดายค่าสมาชิกแล้วรึไงยะ จ่ายไปตั้งแพง”
อมราวดีหัวเราะหึๆ ใส่หูโทรศัพท์ดูเหมือนว่าเพื่อนจะเริ่มซึมซับนิสัยความประหยัดไปจากเธอแทนเสียแล้ว
“แล้วนี่ เธอไม่มามีแต่คนถามหารู้ไหม”
“ใครเหรอ” หญิงสาวถามไปอย่างนั้นเอง คนที่ถามหาเธอคงหนีไม่พ้นบรรดาพนักงานของสปอร์ตคลับนั่นแหละ ในฐานะที่เธอเป็นสมาชิกใหม่ดีเด่น ไปใช้บริการสม่ำเสมอแล้วอยู่ๆ ไม่มาเป็นอาทิตย์ก็ย่อมต้องมีคนถามถึงบ้างเป็นของธรรมดา
เสียงเล็กๆ ในใจของเธอค้านขัดขึ้นมาว่าเขาก็จัดเป็นพนักงานคนหนึ่งของสปอร์ตคลับเช่นกัน
เขาถามถึงบราลีชัดเจนขนาดนั้นแล้ว ไหนจะทีท่าที่เขามีต่อเพื่อนเธออีก ไม่มีนาทีใดที่เขาไม่ได้ส่งยิ้มให้กัน แล้วจะให้เธอเชื่อได้อย่างไรว่าเขาไม่ได้คิดอะไรกับผู้หญิงสวย มนุษยสัมพันธ์ดีอย่างบราลีกัน
แม้จะคิดได้ดังนั้นแต่หัวใจเจ้ากรรมก็ดูเหมือนจะทรยศ ยังแอบตั้งความหวังเล็กๆ ไม่ได้อยู่ดี... และนั่นทำให้เธอไม่อยากย่างกรายไปสปอร์ตคลับอีกเลย
“ก็หลายคน อยากรู้ว่าใครก็มาดูเอาเองสิ”
“ฉันยังไม่รู้เลยว่าจะได้ไปไหม”
“ไม่ได้นะเธอต้องมา ฉันไม่อยากไปเรียนเทนนิสแทนเธออีกแล้วนะหนูดี”
“แต่ฉันไม่ได้นัดคิวคุณไรซ์ไว้นี่”
อมราวดีจงใจไม่ได้ไปขอจองคิวครูฝึกคนสำคัญของสปอร์ตคลับ (และของเธอ) หลังจากเดินออกจากสนามเทนนิสเมื่ออาทิตย์ก่อน ใจเธอในตอนนั้นแค่อยากกลับไปพักที่บ้านเท่านั้น
“ใครบอกกันยะ พนักงานที่เคาท์เตอร์เพิ่งถามฉันเมื่อกี้นี้เองว่าเธอจะมาไหม เพราะเค้ายังจองนัดของเธอตอนสิบโมงเช้าทุกวันอาทิตย์เหมือนเดิมจนกว่าจะไปยกเลิกย่ะ”
“อ้าว...”
หญิงสาวร้องได้เท่านั้น หล่อนไม่อยากไปสปอร์ตคลับเลยสักนิด อยากให้ตัวเองกลับไปเป็นเหมือนตอนที่ยังไม่เคยพบหน้าเขามาก่อนเสียด้วยซ้ำ แต่ก็รู้ว่ายังไม่อาจเปลี่ยนใจได้ง่ายๆ ในเวลาเพียงข้ามอาทิตย์หรอก
“ไม่ต้องมาอ้าวเลย ลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วรีบมาเลยนะ ยังไงฉันก็ไม่ไปตีเทนนิสแทนเธออีกแล้ว”
ปกติอมราวดีไม่ใช่คนที่ชอบผิดนัดหรือหลงลืมนัด ทว่านัดคราวนี้เธอกลับไม่อยากไปตามนัดเอาเสียเลย
“ตอนนี้เธออยู่ที่สปอร์ตคลับรึเปล่า ถ้าอยู่ช่วยไปยกเลิกนัดให้ทีสิ”
“ไม่ได้ ยังไงวันนี้เธอก็ต้องมา”
“แต่ฉันคงไม่ว่าง”
“ไม่ว่างก็ต้องว่าง มายกเลิกนัดเอาป่านนี้ไม่ดีนะหนูดี คนอื่นเค้าจองคิวกันล่วงหน้าเป็นเดือน เธอได้คิวแล้วกลับเบี้ยวไปเฉยๆ ได้ยังไง”
คนเหนื่อยหน่ายใจไม่รู้จะพูดยังไงได้อีก นิสัยตรงต่อเวลาและไม่อยากให้คนอื่นต้องเดือดร้อนเพราะการกระทำของเธอทำให้ต้องรับคำออกไปเนือยๆ
“ก็ได้ๆ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้”
“ลองยกแขนให้สูงกว่านี้อีกหน่อย”
คุณไรซ์แนะนำเสียงเข้มอยู่ไม่ห่างระหว่างที่หญิงสาวกำลังพยายามลองเสิร์พลูกไปฝั่งตรงข้าม แต่ตีอย่างไรลูกสักหลาดก็ไม่ยอมข้ามพ้นตาข่ายไปเสียที
หล่อนอยากร้องบอกเขาว่ายกจนแขนแทบจะหยุดออกมาแล้วนะแต่ก็เหน็ดเหนื่อยเกินกว่าจะเอ่ยปากเถียง ตลอดเดือนที่ผ่านมาเธอรู้สึกดีๆ กับตัวเองขึ้นมาก อย่างน้อยก็เปลี่ยนจากชีวิตของสาวทำงานซ้ำซากจำเจกับงานหนักตลอดสัปดาห์และอาหารขยะ มาเป็นคนที่รักสุขภาพสนใจตัวเองมากขึ้น แม้ว่าแรงจูงใจในการมาใช้บริการสปอร์ตคลับค่อนข้างแปลกประหลาดกว่าคนอื่นๆ ก็ตาม
เธอมั่นใจว่าร่างกายแข็งแรงขึ้นกว่าแต่ก่อนมากแต่พอเจอกีฬากลางแจ้งกับการฝึกชนิดเอาเป็นเอาตาย (ในความคิดของเธอ) เข้าไปก็แทบจะหมดแรงเสียตั้งแต่สิบนาทีแรกของการฝึกสอน
“สุดแล้ว ยกไม่ไหวแล้วค่ะ”
นางทาสครวญ แต่ครูฝึกกลับไม่เห็นใจเลยแม้แต่น้อย เขาเดินอาดๆ มายืนซ้อนด้านหลังแล้วเอื้อมมือมาจับข้อมือหญิงสาวไว้พร้อมกับออกแรงรั้งเล็กน้อยเพื่อแสดงท่าทางที่ถูกต้องในการจับไม้หวดช้าๆ ไปกลางอากาศให้ดูเป็นตัวอย่าง
คนเหนื่อยใจเต้นโครมคราม แทบไม่รับรู้เลยว่าเขากำลังสอนอะไรบ้าง ประสาทสัมผัสรู้สึกเพียงผิวเนื้อเนียนที่แตะต้องกัน
ร่างสูงใหญ่ของครูฝึกอยู่ห่างออกไปเพียงคืบ แต่เพียงครู่เดียวเขาก็ถอยหลังออกห่างไปยืนจุดเดิมพร้อมจะดูการเสิร์พลูกครั้งใหญ่ของลูกศิษย์โข่ง
ลูกสักหลาดสีเขียวจางๆ กระจายไปเกือบทั่วสนามจากฝีมือการเสิร์พลูกของมือใหม่แต่ถึงอย่างนั้นครูฝึกก็ยังไม่ค่อยพอใจในผลงาน
“พักก่อนได้ไหมคะ”
“อีกลูกแล้วกัน คราวนี้เอาให้ข้ามเนทนะ”
เสียงสั่งห้วนๆ ของเขาเป็นเหมือนแรงกระตุ้นชั้นยอดให้หญิงสาวโมโหมากกว่าจะอยากทำตามที่บอก มือซ้ายหยิบลูก
สักหลาดขึ้นมากำไว้ก่อนจะโยนขึ้นกลางอากาศ วูบหนึ่งใจกลับทรยศคิดอยากให้ครูฝึกจอมโหดเป็นเพียงลูกเทนนิสสีซีดขึ้นมือขวาที่กำด้ามไม้แน่นก็ยกสูงขึ้นหวดลูกเขียวๆ ตรงกลางเส้นเอ็นพอดิบพอดี
ฟิ้ว...
ลูกสักหลาดพุ่งไปตามแรงตีไว้จนหญิงสาวแทบมองตามไม่ทัน แต่ที่แน่ๆ มันลอยข้ามตะข่ายกลางสนามลงไปกระทบยังแดนของคู่ต่อสู้ใกล้กับเส้นขาวๆ ขีดแบ่งสนามได้อย่างไม่น่าเชื่อ
นี่ถ้าเป็นการแข่งขันจริงต้องเรียกว่าเป็นลูกเอช... ได้แต้มไปแล้ว
“ไชโย...” หญิงสาวร้องเสียงดังลั่น กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ ลืมความเหนื่อยลงในชั่วพริบตา
หล่อนหันไปมองหน้าครูฝึกด้วยรอยยิ้มปลื้มปิติในตัวเอง ลืมความขุ่นมัวลงจนสิ้น
“เก่งมาก” เขาเอ่ยปากชมสั้นๆ ส่งยิ้มให้ทั้งปากทั้งตา ด้วยรอยยิ้มอบอุ่นชวนหัวใจสั่นไหวอีกตามเคย
“ขอบคุณค่ะ”
“ลองอีกลูกสิ”
อมราวดีได้ยินแล้วไม่ลังเลใจเลยที่จะหยิบลูกใหม่ขึ้นมาโยนขึ้นกลางอากาศด้วยความมั่นใจเต็มร้อยทั้งที่รู้ดีว่าเขาเพียงหลอกล่อให้หล่อนฝึกซ้อมต่อเท่านั้น
ลูกเสิร์พครั้งใหม่ไม่ถึงกับทำแต้มแต่อย่างน้อยมันก็ลอยข้ามตาข่ายกลางสนามไปตกยังอีกฝั่งหนึ่งได้สบายๆ
“เย้...” หญิงสาวได้เฮรอบสอง เริ่มมั่นใจในฝีมือตัวเองมากขึ้นเป็นลำดับ เริ่มวาดภาพตัวเองเล่นเทนนิสแข่งกับคุณไรซ์ขึ้นมารำไร
“ฉันไปพักได้รึยัง” หล่อนถามด้วยน้ำเสียงโอ่นิดๆ
“เชิญเลยครับคนเก่ง”
การออกกำลังกายกลางแจ้งให้ความสนุกแตกต่างไปจากการออกกำลังกายในห้องปรับอากาศเย็นฉ่ำไปโดยสิ้นเชิง อมราวดีไม่เคยคาดคิดว่าตนเองจะชอบตากแดดถือไม้เทนนิสหวดวิ่งไปลูกจนเมื่อยแขนไปหมด แต่สนามเทนนิสมีอย่างหนึ่งที่โรงยิมฯ ไม่มี
... เขาไง... คุณไรซ์...
ที่สนามเทนนิสก็มีความเป็นส่วนตัวอยู่มาก อย่างน้อยก็ไม่มีเงาของบราลีคอยตามจับผิดในพฤติกรรมแปลกประหลาดของเพื่อน
หญิงสาวนั่งดื่มน้ำเย็นๆ ดับกระหาย พระอาทิตย์ยังไม่ทันตรงหัว แต่อากาศก็ร้อนใช่ย่อย
คนที่เพิ่งภาคภูมิกับความสามารถด้านการกีฬาของตัวเองมาหมาดๆ เริ่มเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้นถึงขั้นบอกกับตัวเองว่าเธอยังมีหวัง
บทเรียนจากการกีฬาทำให้เธอรู้ว่าคนเรามีศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองได้ทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทำมันหรือไม่เท่านั้น
ความหวังเลื่อนลอยบางอย่างจึงเริ่มกลับมาทอประกายสว่างสดใจกลางใจดวงน้อยของเธออีกครั้ง
แค่เขาถามถึงเพื่อนของเธอก็ใช่ว่าเขาและเพื่อนเธอจะมีอะไรต่อกันเสียหน่อย อย่างน้อยเธอก็ต้องลองสู้ดูบ้างไม่ใช่ใช้วิธีหลบลี้หนีหน้าเช่นที่ผ่านมา
“คุณไรซ์ต้องมาทำงานที่นี่ทุกวันเลยเหรอคะ”
หญิงสาวเปิดฉากชวนครูฝึกคุยก่อนชายหนุ่มเลยเดินมานั่งเก้าอี้ตัวเล็กใกล้ๆ กันไม่เร่งเร้าให้เธอกลับไปที่สนามอีก
“เกือบทุกวันครับ”
“เดินทางลำบากแย่”
“ไม่หรอกครับบ้านผมอยู่แถวนี้”
“เหรอคะ ฉันเคยมาแต่วันหยุดกับตอนเย็นวันธรรมดาเลยไม่ค่อยได้เจอคุณไรซ์เลย”
“ผมมาบ่อยครับ กลัวเจ้านายจะหักเงินเดือนเอา” เขาพูดไปหัวเราะไปไม่รู้ว่าตลกอะไรนักหนา “ส่วนใหญ่จะหยุดวันจันทร์หรือไม่ก็อังคาร”
“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ก็เป็นวันหยุดของคุณ”
“จะว่าหยุดก็ไม่เชิงหรอกครับ ส่วนใหญ่ผมจะเอาวันหยุดไปดูหนัง”
“ดูหนังเหรอคะ ฟังดูน่าสนุกจัง”
“นี่อย่าบอกนะครับว่าคุณหนูดีไม่เคยไปดูหนัง”
“เคยค่ะ แต่ว่านานมากแล้ว ตั้งแต่ไปเรียนต่อก็ไม่ค่อยได้ดูเลย พอกลับมาก็งานแยะ ยิ่งพักหลังทำแต่งานไม่ค่อยได้ไปโรงหนัง ไม่เหมือนแบมค่ะ รายนั้นเขาขาลุย โรงหนังนี่เข้าออกเป็นว่าเล่น”
หญิงสาวเล่าไปเรื่อยๆ แค่อยากจะคุยกับเขาให้มากขึ้นเท่านั้น
“หนสุดท้ายที่ฉันไปดูหนังก็เพราะแบมนั่นแหละ เค้าพาเจ้ามือไปเลี้ยงเลยเอาฉันไปเป็นกันชน”
“แล้วคุณไม่อึดอัดหรือ”
“ไม่นี่คะ สนุกดีออก ใครบ้างไม่ชอบของฟรี”
เธอตอบไปตามใจคิด ชนิดที่ว่าในใจคิดอะไรปากก็โพล่งออกมาหมดแต่ให้ติดตลกหน่อยๆ ไม่ให้น่าเกลียด
“อืม นั่นสิ ผมชักอยากดูหนังฟรีบ้างจัง”
หญิงสาวทำตาโตมองเขา ใจแทบเต้นไปด้วยความยินดี หรือเขาจะเปิดช่องให้เธอชวนเขาไปดูหนัง แม้ว่าเธอจะต้องเป็นคนควักค่าบัตรก็ตาม
“แต่ในฐานะที่ผมเพิ่งได้โบนัสค่าสอนมา แล้วคุณก็เป็นลูกค้าผู้หญิงคนแรกของผม เลยขออนุญาตเป็นเจ้ามือชวนคุณกับคุณแบมไปด้วยกัน ไม่ทราบว่าศุกร์นี้ว่างไหมครับ”
หญิงสาวได้ยินเสียงตัวเองตอบราวกับละเมอออกไปสั้นๆ ง่ายๆ ได้ใจความ
“ตกลงค่ะ”
รักษาการท่านประธานแห่งบริษัทนำเข้าหน้าดำคร่ำเคร่งกับกองเอกสารตรงหน้ามาตั้งช่วงเช้า ไม่ยอมวางมือไปไหนราวกับเป็นงานสำคัญเร่งด่วน จวบจนเวลาย่างเข้าบ่ายโมงเลขานุการวัยกลางคนกลับมาจากพักเที่ยงก็ต้องรีบไปหาซื้อแซนวิช น้ำผลไม้ พร้อมกาแฟลาเต้อีกหนึ่งแก้วใหญ่จัดใส่จานไปให้เจ้านายที่ไม่ยอมลุกจากโต๊ะไปไหนเลย
“เอกสารจากฝ่ายจัดจำหน่ายมีเท่านี้ใช่ไหม” เจ้านายเอ่ยปากถามทั้งยังไม่เงยหน้าจากกองเอกสาร
“เท่านี้ค่ะ” เลขาตอบสั้นๆ ก่อนจะทนรนทนไม่ได้ต้องถามต่อ “คุณวดีมีธุระที่ไหนเหรอคะ ถึงต้องรีบเคลียเอกสารขนาดนี้”
“เย็นนี้มีนัดนิดหน่อยน่ะค่ะ เลยว่าจะกลับเร็ว”
อมราวดีตอบเสียงเบา เพียงแค่พูดถึงนัดครั้งแรกแก้มเนียนๆ ก็ยังอดรู้สึกร้อนผ่าวไม่ได้
ทั้งที่เขาเอ่ยปากเชิญหล่อนและเพื่อนไปด้วยกันแต่หญิงสาวก็ยังอดคิดไม่ได้ว่ามันคงไม่มีอะไร เขาคงอยากให้เกียรติ์เธอไม่อยากให้ต้องเสื่อมเสีย ไปไหนกันสองต่อสองในนัดเดทครั้งแรกคงไม่ดีนัก
อีกใจย่อมรู้ดี... เขาจะชวนเธอเพียงคนเดียวก็ย่อมได้ แต่เขาไม่ทำ... แล้วหัวใจทรยศของเธอกลับไปคิดเข้าข้างเขาอีกตามเคย
ช่างไม่รักดีเอาเสียเลย...
เถอะ... ขอแค่ได้รู้จักเขามากขึ้นอีกสักหน่อย เขาจะชวนใครไปด้วย เธอก็พร้อมจะยอมรับมัน
รักเขาข้างเดียวคงไม่ใช่เรื่องดีนัก แต่เธอจะขอเป็นคนที่รักเขาข้างเดียวอย่างมีความหวังจะดีกว่า
เพียงไม่นานอาหารว่างบนโต๊ะทำงานก็หมดลงอย่างรวดเร็ว แล้วรักษาการณ์ท่านประธานก็วางมือจากกองเอกสารเรียกเลขานุการมาสั่งการสั้นๆ
“เดี๋ยววดีกลับก่อนนะคะ ถ้ามีอะไรโทรเข้ามือถือก็แล้วกัน”
หญิงสาวว่าพลางก้มลงคว้ากระเป๋าสะพายใบจิ๋วขึ้นมา ตั้งใจจะตรงไปห้างสรรพสินค้าที่นัดหมายกันไว้ทั้งทียังไม่ถึงเวลานัด แต่เลขานุการเรียกขึ้นเสียก่อน
“เดี๋ยวค่ะคุณวดี”
“มีอะไรคะ”
“มีแขกมาขอพบคุณวดีค่ะ”
“เอ๊ะ... ใครกัน วดีไม่ได้นัดใครไว้นี่คะ”
สิ้นคำถามหญิงสาวประตูห้องทำงานก็เปิดขึ้นอีกครั้งพร้อมกับร่างของใครบางคนก้าวเข้ามาเอ่ยทักทายอย่างอารมณ์ดีผิดปกติ
“ต้องนัดน้องวดีด้วยหรือครับ ถึงจะมาพบได้” วัชรพเอ่ยเสียงดังวางมาดโอ่หน่อยๆ จนเลขานุการของหญิงสาวต้องพึมพำขอตัวเดินออกไปจากห้อง
ชายหนุ่มสวมชุดสูททำงานเต็มยศ ผูกเนคไทสีเลือดหมู ตัวเสื้อเรียบกริบราวกับเพิ่งออกมาจากร้านซักรีด ผมสั้นของเขาเสยขึ้นไปจน
