Welcome
Welcome to <strong>novelhot</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

ตอน 6

นิยายใหม่จากไผ่แก้วค่ะ

ตอน 6

Postby paikaew on Wed Feb 11, 2009 11:38 am

[size=150]หนึ่งสัปดาห์เต็มๆ อมราวดีไม่ได้เยี่ยมหน้าไปที่สปอร์ตคลับอีกเลย คำถามสุดท้ายของครูฝึกคนพิเศษยังวนเวียนสะท้อนก้องอยู่ในความทรงจำของเธอไม่จืดจาง

เขาอ้างว่ามีคนฝากมาถาม แต่หล่อนไม่ได้โง่ขนาดจะเชื่อตามนั้น ที่เคยรับปากเขาไว้ว่าจะรีบจองตัวผู้ฝึกสอนต่อในสัปดาห์ต่อไปก็ยังลังเลใจอยู่ว่าจะมีหน้าไปพบเขาอีกหรือไม่

ที่จริงชายหนุ่มก็ไม่ได้ทำอะไรผิดมากมาย เพียงแต่หัวใจของเธออ่อนไหวไปกับเขากว่าครึ่งค่อนแล้ว พอต้องฟังคำถามบาดหูเช่นนี้ก็ถึงกับไม่อยากไปเจอหน้าเขาเอาดื้อๆ

“หนูดี เมื่อวานทำไมไม่มา หายไปไหนทั้งวันเลย” เสียงบราลีกรอกผ่านหูโทรศัพท์ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ของเช้าวันอาทิตย์
“นี่เธอโทรมาปลุกฉันทำไมแบม ยังง่วงอยู่เลยนะ” เธอแสร้งหาวหวอดไปด้วยทั้งที่ตื่นมานั่งจิบกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์ที่โต๊ะอาหารตั้งเป็นนานแล้ว

“อย่าบอกนะว่าเธอยังไม่ตื่นหนูดี ฉันไม่เชื่อหรอก เธอไม่เคยตื่นสาย”
“ฉันง่วงจริงๆ นะแบม ถ้าเธอไม่มีอะไรแล้วฉันว่า...”

อมราวดีกำลังจะตัดบทแต่เพื่อนรู้ทันเสียก่อนรีบร้องปรามเสียงดัง
“ห้ามวางเด็ดขาดนะ เป็นอะไรของเธอกันนี่อยู่ๆ ก็หายไปเสียเฉยๆ”
“ไม่มีอะไรหรอกแบมฉันแค่เหนื่อยๆ น่ะ”

ปลายสายทำเสียงฟึดฟัดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะถามกลับมาด้วยน้ำเสียงดีขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
“แล้ววันนี้เธอจะมาไหม”

“ยังไม่รู้เลย”
“ไม่รูได้ไง หรือว่าเธอต้องตามคุณหญิงแม่ไปพบหน้าว่าที่คู่หมั้นอีกเหรอ”
เพื่อนเดาไปอีกทางแต่เธอกลับไม่ลังเลเลยที่จะยอมรับเพื่อตัดปัญหาไปเสีย
“อาจจะ...”

“โธ่หนูดี เธอกลายเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายยอมให้ที่บ้านจับคลุมถุงชนตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ถึงผู้ชายคนนั้นจะหล่อลากก็เถอะนะ อิๆ”

หญิงสาวรับฟังเสียงหัวเราะของเพื่อนด้วยจิตใจห่อเหี่ยว รู้ดีในสายตาเธอไม่มีใครจะดีเท่าคุณไรซ์อีกแล้ว แน่ในเมื่อเขาเอ่ยปากถามขนาดนี้แล้ว หล่อนก็ไม่อยากไปเจอหน้าเอาดื้อๆ

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกแบม พอดีฉันเหนื่อยๆ ด้วยเลยไม่ค่อยได้ไปเท่านั้นเอง”
“ไม่เท่านั้นหรอกมั้งนี่ เธอหายไปทั้งอาทิตย์เลยนะ เป็นไปได้ยังไง ไม่เสียดายค่าสมาชิกแล้วรึไงยะ จ่ายไปตั้งแพง”

อมราวดีหัวเราะหึๆ ใส่หูโทรศัพท์ดูเหมือนว่าเพื่อนจะเริ่มซึมซับนิสัยความประหยัดไปจากเธอแทนเสียแล้ว
“แล้วนี่ เธอไม่มามีแต่คนถามหารู้ไหม”

“ใครเหรอ” หญิงสาวถามไปอย่างนั้นเอง คนที่ถามหาเธอคงหนีไม่พ้นบรรดาพนักงานของสปอร์ตคลับนั่นแหละ ในฐานะที่เธอเป็นสมาชิกใหม่ดีเด่น ไปใช้บริการสม่ำเสมอแล้วอยู่ๆ ไม่มาเป็นอาทิตย์ก็ย่อมต้องมีคนถามถึงบ้างเป็นของธรรมดา
เสียงเล็กๆ ในใจของเธอค้านขัดขึ้นมาว่าเขาก็จัดเป็นพนักงานคนหนึ่งของสปอร์ตคลับเช่นกัน

เขาถามถึงบราลีชัดเจนขนาดนั้นแล้ว ไหนจะทีท่าที่เขามีต่อเพื่อนเธออีก ไม่มีนาทีใดที่เขาไม่ได้ส่งยิ้มให้กัน แล้วจะให้เธอเชื่อได้อย่างไรว่าเขาไม่ได้คิดอะไรกับผู้หญิงสวย มนุษยสัมพันธ์ดีอย่างบราลีกัน

แม้จะคิดได้ดังนั้นแต่หัวใจเจ้ากรรมก็ดูเหมือนจะทรยศ ยังแอบตั้งความหวังเล็กๆ ไม่ได้อยู่ดี... และนั่นทำให้เธอไม่อยากย่างกรายไปสปอร์ตคลับอีกเลย

“ก็หลายคน อยากรู้ว่าใครก็มาดูเอาเองสิ”
“ฉันยังไม่รู้เลยว่าจะได้ไปไหม”
“ไม่ได้นะเธอต้องมา ฉันไม่อยากไปเรียนเทนนิสแทนเธออีกแล้วนะหนูดี”
“แต่ฉันไม่ได้นัดคิวคุณไรซ์ไว้นี่”

อมราวดีจงใจไม่ได้ไปขอจองคิวครูฝึกคนสำคัญของสปอร์ตคลับ (และของเธอ) หลังจากเดินออกจากสนามเทนนิสเมื่ออาทิตย์ก่อน ใจเธอในตอนนั้นแค่อยากกลับไปพักที่บ้านเท่านั้น

“ใครบอกกันยะ พนักงานที่เคาท์เตอร์เพิ่งถามฉันเมื่อกี้นี้เองว่าเธอจะมาไหม เพราะเค้ายังจองนัดของเธอตอนสิบโมงเช้าทุกวันอาทิตย์เหมือนเดิมจนกว่าจะไปยกเลิกย่ะ”

“อ้าว...”
หญิงสาวร้องได้เท่านั้น หล่อนไม่อยากไปสปอร์ตคลับเลยสักนิด อยากให้ตัวเองกลับไปเป็นเหมือนตอนที่ยังไม่เคยพบหน้าเขามาก่อนเสียด้วยซ้ำ แต่ก็รู้ว่ายังไม่อาจเปลี่ยนใจได้ง่ายๆ ในเวลาเพียงข้ามอาทิตย์หรอก

“ไม่ต้องมาอ้าวเลย ลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วรีบมาเลยนะ ยังไงฉันก็ไม่ไปตีเทนนิสแทนเธออีกแล้ว”
ปกติอมราวดีไม่ใช่คนที่ชอบผิดนัดหรือหลงลืมนัด ทว่านัดคราวนี้เธอกลับไม่อยากไปตามนัดเอาเสียเลย
“ตอนนี้เธออยู่ที่สปอร์ตคลับรึเปล่า ถ้าอยู่ช่วยไปยกเลิกนัดให้ทีสิ”

“ไม่ได้ ยังไงวันนี้เธอก็ต้องมา”
“แต่ฉันคงไม่ว่าง”

“ไม่ว่างก็ต้องว่าง มายกเลิกนัดเอาป่านนี้ไม่ดีนะหนูดี คนอื่นเค้าจองคิวกันล่วงหน้าเป็นเดือน เธอได้คิวแล้วกลับเบี้ยวไปเฉยๆ ได้ยังไง”

คนเหนื่อยหน่ายใจไม่รู้จะพูดยังไงได้อีก นิสัยตรงต่อเวลาและไม่อยากให้คนอื่นต้องเดือดร้อนเพราะการกระทำของเธอทำให้ต้องรับคำออกไปเนือยๆ

“ก็ได้ๆ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้”


“ลองยกแขนให้สูงกว่านี้อีกหน่อย”
คุณไรซ์แนะนำเสียงเข้มอยู่ไม่ห่างระหว่างที่หญิงสาวกำลังพยายามลองเสิร์พลูกไปฝั่งตรงข้าม แต่ตีอย่างไรลูกสักหลาดก็ไม่ยอมข้ามพ้นตาข่ายไปเสียที

หล่อนอยากร้องบอกเขาว่ายกจนแขนแทบจะหยุดออกมาแล้วนะแต่ก็เหน็ดเหนื่อยเกินกว่าจะเอ่ยปากเถียง ตลอดเดือนที่ผ่านมาเธอรู้สึกดีๆ กับตัวเองขึ้นมาก อย่างน้อยก็เปลี่ยนจากชีวิตของสาวทำงานซ้ำซากจำเจกับงานหนักตลอดสัปดาห์และอาหารขยะ มาเป็นคนที่รักสุขภาพสนใจตัวเองมากขึ้น แม้ว่าแรงจูงใจในการมาใช้บริการสปอร์ตคลับค่อนข้างแปลกประหลาดกว่าคนอื่นๆ ก็ตาม

เธอมั่นใจว่าร่างกายแข็งแรงขึ้นกว่าแต่ก่อนมากแต่พอเจอกีฬากลางแจ้งกับการฝึกชนิดเอาเป็นเอาตาย (ในความคิดของเธอ) เข้าไปก็แทบจะหมดแรงเสียตั้งแต่สิบนาทีแรกของการฝึกสอน

“สุดแล้ว ยกไม่ไหวแล้วค่ะ”

นางทาสครวญ แต่ครูฝึกกลับไม่เห็นใจเลยแม้แต่น้อย เขาเดินอาดๆ มายืนซ้อนด้านหลังแล้วเอื้อมมือมาจับข้อมือหญิงสาวไว้พร้อมกับออกแรงรั้งเล็กน้อยเพื่อแสดงท่าทางที่ถูกต้องในการจับไม้หวดช้าๆ ไปกลางอากาศให้ดูเป็นตัวอย่าง

คนเหนื่อยใจเต้นโครมคราม แทบไม่รับรู้เลยว่าเขากำลังสอนอะไรบ้าง ประสาทสัมผัสรู้สึกเพียงผิวเนื้อเนียนที่แตะต้องกัน
ร่างสูงใหญ่ของครูฝึกอยู่ห่างออกไปเพียงคืบ แต่เพียงครู่เดียวเขาก็ถอยหลังออกห่างไปยืนจุดเดิมพร้อมจะดูการเสิร์พลูกครั้งใหญ่ของลูกศิษย์โข่ง

ลูกสักหลาดสีเขียวจางๆ กระจายไปเกือบทั่วสนามจากฝีมือการเสิร์พลูกของมือใหม่แต่ถึงอย่างนั้นครูฝึกก็ยังไม่ค่อยพอใจในผลงาน

“พักก่อนได้ไหมคะ”
“อีกลูกแล้วกัน คราวนี้เอาให้ข้ามเนทนะ”
เสียงสั่งห้วนๆ ของเขาเป็นเหมือนแรงกระตุ้นชั้นยอดให้หญิงสาวโมโหมากกว่าจะอยากทำตามที่บอก มือซ้ายหยิบลูก
สักหลาดขึ้นมากำไว้ก่อนจะโยนขึ้นกลางอากาศ วูบหนึ่งใจกลับทรยศคิดอยากให้ครูฝึกจอมโหดเป็นเพียงลูกเทนนิสสีซีดขึ้นมือขวาที่กำด้ามไม้แน่นก็ยกสูงขึ้นหวดลูกเขียวๆ ตรงกลางเส้นเอ็นพอดิบพอดี

ฟิ้ว...

ลูกสักหลาดพุ่งไปตามแรงตีไว้จนหญิงสาวแทบมองตามไม่ทัน แต่ที่แน่ๆ มันลอยข้ามตะข่ายกลางสนามลงไปกระทบยังแดนของคู่ต่อสู้ใกล้กับเส้นขาวๆ ขีดแบ่งสนามได้อย่างไม่น่าเชื่อ

นี่ถ้าเป็นการแข่งขันจริงต้องเรียกว่าเป็นลูกเอช... ได้แต้มไปแล้ว
“ไชโย...” หญิงสาวร้องเสียงดังลั่น กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ ลืมความเหนื่อยลงในชั่วพริบตา

หล่อนหันไปมองหน้าครูฝึกด้วยรอยยิ้มปลื้มปิติในตัวเอง ลืมความขุ่นมัวลงจนสิ้น

“เก่งมาก” เขาเอ่ยปากชมสั้นๆ ส่งยิ้มให้ทั้งปากทั้งตา ด้วยรอยยิ้มอบอุ่นชวนหัวใจสั่นไหวอีกตามเคย

“ขอบคุณค่ะ”
“ลองอีกลูกสิ”

อมราวดีได้ยินแล้วไม่ลังเลใจเลยที่จะหยิบลูกใหม่ขึ้นมาโยนขึ้นกลางอากาศด้วยความมั่นใจเต็มร้อยทั้งที่รู้ดีว่าเขาเพียงหลอกล่อให้หล่อนฝึกซ้อมต่อเท่านั้น

ลูกเสิร์พครั้งใหม่ไม่ถึงกับทำแต้มแต่อย่างน้อยมันก็ลอยข้ามตาข่ายกลางสนามไปตกยังอีกฝั่งหนึ่งได้สบายๆ
“เย้...” หญิงสาวได้เฮรอบสอง เริ่มมั่นใจในฝีมือตัวเองมากขึ้นเป็นลำดับ เริ่มวาดภาพตัวเองเล่นเทนนิสแข่งกับคุณไรซ์ขึ้นมารำไร

“ฉันไปพักได้รึยัง” หล่อนถามด้วยน้ำเสียงโอ่นิดๆ
“เชิญเลยครับคนเก่ง”

การออกกำลังกายกลางแจ้งให้ความสนุกแตกต่างไปจากการออกกำลังกายในห้องปรับอากาศเย็นฉ่ำไปโดยสิ้นเชิง อมราวดีไม่เคยคาดคิดว่าตนเองจะชอบตากแดดถือไม้เทนนิสหวดวิ่งไปลูกจนเมื่อยแขนไปหมด แต่สนามเทนนิสมีอย่างหนึ่งที่โรงยิมฯ ไม่มี

... เขาไง... คุณไรซ์...

ที่สนามเทนนิสก็มีความเป็นส่วนตัวอยู่มาก อย่างน้อยก็ไม่มีเงาของบราลีคอยตามจับผิดในพฤติกรรมแปลกประหลาดของเพื่อน

หญิงสาวนั่งดื่มน้ำเย็นๆ ดับกระหาย พระอาทิตย์ยังไม่ทันตรงหัว แต่อากาศก็ร้อนใช่ย่อย
คนที่เพิ่งภาคภูมิกับความสามารถด้านการกีฬาของตัวเองมาหมาดๆ เริ่มเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้นถึงขั้นบอกกับตัวเองว่าเธอยังมีหวัง

บทเรียนจากการกีฬาทำให้เธอรู้ว่าคนเรามีศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองได้ทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทำมันหรือไม่เท่านั้น
ความหวังเลื่อนลอยบางอย่างจึงเริ่มกลับมาทอประกายสว่างสดใจกลางใจดวงน้อยของเธออีกครั้ง

แค่เขาถามถึงเพื่อนของเธอก็ใช่ว่าเขาและเพื่อนเธอจะมีอะไรต่อกันเสียหน่อย อย่างน้อยเธอก็ต้องลองสู้ดูบ้างไม่ใช่ใช้วิธีหลบลี้หนีหน้าเช่นที่ผ่านมา

“คุณไรซ์ต้องมาทำงานที่นี่ทุกวันเลยเหรอคะ”

หญิงสาวเปิดฉากชวนครูฝึกคุยก่อนชายหนุ่มเลยเดินมานั่งเก้าอี้ตัวเล็กใกล้ๆ กันไม่เร่งเร้าให้เธอกลับไปที่สนามอีก
“เกือบทุกวันครับ”

“เดินทางลำบากแย่”
“ไม่หรอกครับบ้านผมอยู่แถวนี้”
“เหรอคะ ฉันเคยมาแต่วันหยุดกับตอนเย็นวันธรรมดาเลยไม่ค่อยได้เจอคุณไรซ์เลย”

“ผมมาบ่อยครับ กลัวเจ้านายจะหักเงินเดือนเอา” เขาพูดไปหัวเราะไปไม่รู้ว่าตลกอะไรนักหนา “ส่วนใหญ่จะหยุดวันจันทร์หรือไม่ก็อังคาร”

“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ก็เป็นวันหยุดของคุณ”
“จะว่าหยุดก็ไม่เชิงหรอกครับ ส่วนใหญ่ผมจะเอาวันหยุดไปดูหนัง”
“ดูหนังเหรอคะ ฟังดูน่าสนุกจัง”
“นี่อย่าบอกนะครับว่าคุณหนูดีไม่เคยไปดูหนัง”

“เคยค่ะ แต่ว่านานมากแล้ว ตั้งแต่ไปเรียนต่อก็ไม่ค่อยได้ดูเลย พอกลับมาก็งานแยะ ยิ่งพักหลังทำแต่งานไม่ค่อยได้ไปโรงหนัง ไม่เหมือนแบมค่ะ รายนั้นเขาขาลุย โรงหนังนี่เข้าออกเป็นว่าเล่น”

หญิงสาวเล่าไปเรื่อยๆ แค่อยากจะคุยกับเขาให้มากขึ้นเท่านั้น
“หนสุดท้ายที่ฉันไปดูหนังก็เพราะแบมนั่นแหละ เค้าพาเจ้ามือไปเลี้ยงเลยเอาฉันไปเป็นกันชน”
“แล้วคุณไม่อึดอัดหรือ”

“ไม่นี่คะ สนุกดีออก ใครบ้างไม่ชอบของฟรี”
เธอตอบไปตามใจคิด ชนิดที่ว่าในใจคิดอะไรปากก็โพล่งออกมาหมดแต่ให้ติดตลกหน่อยๆ ไม่ให้น่าเกลียด
“อืม นั่นสิ ผมชักอยากดูหนังฟรีบ้างจัง”

หญิงสาวทำตาโตมองเขา ใจแทบเต้นไปด้วยความยินดี หรือเขาจะเปิดช่องให้เธอชวนเขาไปดูหนัง แม้ว่าเธอจะต้องเป็นคนควักค่าบัตรก็ตาม

“แต่ในฐานะที่ผมเพิ่งได้โบนัสค่าสอนมา แล้วคุณก็เป็นลูกค้าผู้หญิงคนแรกของผม เลยขออนุญาตเป็นเจ้ามือชวนคุณกับคุณแบมไปด้วยกัน ไม่ทราบว่าศุกร์นี้ว่างไหมครับ”

หญิงสาวได้ยินเสียงตัวเองตอบราวกับละเมอออกไปสั้นๆ ง่ายๆ ได้ใจความ
“ตกลงค่ะ”



รักษาการท่านประธานแห่งบริษัทนำเข้าหน้าดำคร่ำเคร่งกับกองเอกสารตรงหน้ามาตั้งช่วงเช้า ไม่ยอมวางมือไปไหนราวกับเป็นงานสำคัญเร่งด่วน จวบจนเวลาย่างเข้าบ่ายโมงเลขานุการวัยกลางคนกลับมาจากพักเที่ยงก็ต้องรีบไปหาซื้อแซนวิช น้ำผลไม้ พร้อมกาแฟลาเต้อีกหนึ่งแก้วใหญ่จัดใส่จานไปให้เจ้านายที่ไม่ยอมลุกจากโต๊ะไปไหนเลย

“เอกสารจากฝ่ายจัดจำหน่ายมีเท่านี้ใช่ไหม” เจ้านายเอ่ยปากถามทั้งยังไม่เงยหน้าจากกองเอกสาร
“เท่านี้ค่ะ” เลขาตอบสั้นๆ ก่อนจะทนรนทนไม่ได้ต้องถามต่อ “คุณวดีมีธุระที่ไหนเหรอคะ ถึงต้องรีบเคลียเอกสารขนาดนี้”
“เย็นนี้มีนัดนิดหน่อยน่ะค่ะ เลยว่าจะกลับเร็ว”

อมราวดีตอบเสียงเบา เพียงแค่พูดถึงนัดครั้งแรกแก้มเนียนๆ ก็ยังอดรู้สึกร้อนผ่าวไม่ได้
ทั้งที่เขาเอ่ยปากเชิญหล่อนและเพื่อนไปด้วยกันแต่หญิงสาวก็ยังอดคิดไม่ได้ว่ามันคงไม่มีอะไร เขาคงอยากให้เกียรติ์เธอไม่อยากให้ต้องเสื่อมเสีย ไปไหนกันสองต่อสองในนัดเดทครั้งแรกคงไม่ดีนัก

อีกใจย่อมรู้ดี... เขาจะชวนเธอเพียงคนเดียวก็ย่อมได้ แต่เขาไม่ทำ... แล้วหัวใจทรยศของเธอกลับไปคิดเข้าข้างเขาอีกตามเคย

ช่างไม่รักดีเอาเสียเลย...

เถอะ... ขอแค่ได้รู้จักเขามากขึ้นอีกสักหน่อย เขาจะชวนใครไปด้วย เธอก็พร้อมจะยอมรับมัน
รักเขาข้างเดียวคงไม่ใช่เรื่องดีนัก แต่เธอจะขอเป็นคนที่รักเขาข้างเดียวอย่างมีความหวังจะดีกว่า

เพียงไม่นานอาหารว่างบนโต๊ะทำงานก็หมดลงอย่างรวดเร็ว แล้วรักษาการณ์ท่านประธานก็วางมือจากกองเอกสารเรียกเลขานุการมาสั่งการสั้นๆ

“เดี๋ยววดีกลับก่อนนะคะ ถ้ามีอะไรโทรเข้ามือถือก็แล้วกัน”

หญิงสาวว่าพลางก้มลงคว้ากระเป๋าสะพายใบจิ๋วขึ้นมา ตั้งใจจะตรงไปห้างสรรพสินค้าที่นัดหมายกันไว้ทั้งทียังไม่ถึงเวลานัด แต่เลขานุการเรียกขึ้นเสียก่อน

“เดี๋ยวค่ะคุณวดี”
“มีอะไรคะ”
“มีแขกมาขอพบคุณวดีค่ะ”
“เอ๊ะ... ใครกัน วดีไม่ได้นัดใครไว้นี่คะ”

สิ้นคำถามหญิงสาวประตูห้องทำงานก็เปิดขึ้นอีกครั้งพร้อมกับร่างของใครบางคนก้าวเข้ามาเอ่ยทักทายอย่างอารมณ์ดีผิดปกติ

“ต้องนัดน้องวดีด้วยหรือครับ ถึงจะมาพบได้” วัชรพเอ่ยเสียงดังวางมาดโอ่หน่อยๆ จนเลขานุการของหญิงสาวต้องพึมพำขอตัวเดินออกไปจากห้อง

ชายหนุ่มสวมชุดสูททำงานเต็มยศ ผูกเนคไทสีเลือดหมู ตัวเสื้อเรียบกริบราวกับเพิ่งออกมาจากร้านซักรีด ผมสั้นของเขาเสยขึ้นไปจน
paikaew
คณะกรรมการบริหาร
 
Posts: 29
Joined: Sat Dec 01, 2007 1:17 pm

Postby paikaew on Wed Feb 11, 2009 11:39 am

ชายหนุ่มสวมชุดสูททำงานเต็มยศ ผูกเนคไทสีเลือดหมู ตัวเสื้อเรียบกริบราวกับเพิ่งออกมาจากร้านซักรีด ผมสั้นของเขาเสยขึ้นไปจนหมด ไม่ปรากฏร่องรอยชายหนุ่มหัวยุ่งๆ เหมือนที่เคยเป็น

“คุณวัชรพมาได้ยังไงคะนี่” หญิงสาวทักทายด้วยเสียงสูง เลิกคิ้วหน่อยๆ แต่ก็ยังส่งยิ้มให้เขาไปตามมารยาท
“พอดีคุณแม่ผมบ่นถึงน้องวดี เห็นว่าน้องวดีทำงานบริษัทนำเข้าสินค้าแบรนเนม”

“ค่ะ คุณหญิงป้าก็ทราบอยู่แล้วนี่คะ”

“นั่นแหละ แล้วแม่ผมเกิดอยากได้กระเป๋าถือคอลเลคชั่นใหม่ไปเป็นของรับขวัญหลานสะใภ้ขึ้นมา แต่ว่าหาซื้อไม่ได้เลย ก็เลยอยากรบกวนน้องวดีช่วยดูให้หน่อย”

เขาเอ่ยชื่อยี่ห้อดังของฝรั่งเศสราคาใบหนึ่งหลายหมื่นบาทขึ้น หญิงสาวเลยได้แต่ยิ้มต้อนรับลูกค้าแทน
เหตุผลหนึ่งที่เธอมักจะเห็นค่าของเงินมากกว่าคนอื่นๆ ก็เพราะต้องทำงานอยู่กับสินค้าฟุ่มเฟือยเหล่านี้ ได้พบเจอลูกค้า
กระเป๋าหนักหลายรายใช้เงินยิ่งกว่าเศษกระดาษ โปรยไปโดยไม่เสียดาย ทั้งที่ทำให้บริษัทของมารดาเธอได้กำไรมากขึ้น
แต่คนคุมบังเหียนอย่างเธอกลับยิ่งรู้สึกเสียดายเงินมากขึ้นเท่านั้น

ทุกวันนี้เสื้อผ้าที่เธอใช้ล้วนเป็นสินค้ายี่ห้อดังจากต่างประเทศ แต่เธอไม่ได้ลงเงินไปสักบาท โดยมากเป็นสินค้ามีตำหนิไม่สามารถขายได้แทบทั้งนั้นจะทิ้งก็เสียดาย แล้ว ‘ตำหนิ’ ที่ว่าโดยมากก็เป็นเพียงแค่รอยเย็บไม่สม่ำเสมอ มีเศษด้ายโผล่มาบ้าง กระดุมหลุดบ้าน หญิงสาวเลยหอบกลับบ้านไปให้แม่บ้านเย็บบางส่วนให้ก่อนจะนำกลับมาใส่เองเสียทุกที เพิ่งจะได้เสียเงินซื้อเสื้อผ้าก็ตอนเริ่มมาสปอร์ตคลับนี่เอง

บางทีเธอคิดอยากสั่งเสื้อผ้ายี่ห้อกีฬามาจำหน่ายบ้าง แต่ติดตรงที่ในเมืองไทยก็มียี่ห้อดังๆ มาลงเยอะมากแล้ว ความคิดนี้เลยเป็นอันพับไป สุดท้ายก็ต้องยอมลงทุนไปซื้อหามาใส่เองจนได้

คุณไรซ์จะรู้บ้างไหม... เธอเปลี่ยนไปขนาดนี้เพราะใคร



รสนิยมของคุณหญิงทิพอรไม่ด้อยไปกว่าใครเลย น่าเสียดายที่มันกลับทำให้อมราวดีรู้สึกเนือยๆ ไปเล็กน้อย นี่หากต้องเกี่ยวดองเป็นญาติกันจริงๆ มีหวังเงินทองได้หมดไปกับของฟุ่มเฟือย

“อ๋อ รุ่นนั้นนี่เอง ถ้าจำไม่ผิดยังพอมีเหลืออยู่สักสองสามใบนะคะ ไว้ยังไงฉันจะให้พนักงานเชคให้อีกทีแล้วจะฝากคุณแม่ไปให้นะคะ”

“แล้วนี่น้องวดีจะรีบไปไหนรึเปล่า มีธุระหรือครับ”

เขาถามเพราะเห็นหญิงสาวพร้อมจะออกจากที่ทำงานแล้วตั้งแต่ต้น แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นแขก มาเยือนถึงที่หล่อนก็ต้องอยู่ต้อนรับก่อน

“นัดเพื่อนไว้น่ะค่ะ จะไปดูหนังกันนิดหน่อยไม่มีอะไรมาก”
เธอตอบไปตามตรงอีกแล้วทั้งที่ควรจะพยักหน้าและตอบว่าใช่ จะไปธุระเท่านั้นก็คงสิ้นเรื่อง
“ฟังดูน่าสนุกนะครับ ถ้าไม่เป็นการรบกวนผมขอติดไปด้วยคนได้ไหม”

เขาขอหน้าตาเฉยทำราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา ส่วนหญิงสาวที่ชินแต่กับการรักษามารยาทเลยไม่รู้จะพูดอะไรออกไป
“จะ... จะดีเหรอคะ”

วัชรพหัวเราะหึๆ กับคำพูดติดอ่างเล็กๆ ของหญิงสาว ดูท่าผู้หญิงที่มารดาอยากได้มาเป็นลูกสะใภ้คงจะเป็น ‘เด็กดี’ ขนานแท้ เพียงแค่ขอไปด้วยเท่านั้น หล่อนก็เกือบจะติดอ่างเสียแล้ว

“คือ... อย่าหาว่าผมเสียมารยาทเลยนะครับน้องวดี แต่ว่าคุณแม่น่ะสิ น้องวดีก็รู้ว่าแม่ต่อแม่ของเราอยากให้เราเป็นทองแผ่นเดียวกันขนาดไหน วันนี้ผมเลยแจกพอตแตกโดนคุณแม่ไล่ให้มาหาน้องวดีนี่ไง ถ้าผมรีบกลับคุณแม่คงเคืองแย่ ไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้วให้ผมตามไปด้วยสักคนคงจะง่ายกว่าต้องกลับไปอธิบายให้คุณแม่ฟังว่าทำไมผมถึงกลับเร็วนัก”

“แต่...”

หล่อนอ้าปากจะค้านแต่เขาพูดขึ้นเสียก่อน

“ที่จริงผมไปที่อื่นต่อก่อนก็ได้แล้วค่อยกลับบ้าน แต่ผมก็ไม่อยากโกหกผู้ใหญ่ สู้เราลองไปไหนมาไหนด้วยกันสักสองสามครั้ง ให้ผู้ใหญ่สบายใจแล้วก็ยืนยันกับท่านไปว่าเราไม่ได้คิดอะไรต่อกันยังดีเสียกว่าทำเลี่ยงไปเลี่ยงมา น้องวดีน่าจะรู้นะ ยิ่งเลี่ยงก็ยิ่งโดนจ้องจับผิด”

“ก็เข้าใจค่ะ แต่ว่าฉันนัดเพื่อนๆ ไว้ เกรงว่าคุณจะไม่สะดวก”

“ไม่เป็นไรนี่ครับ หรือถ้าน้องวดีลำบากใจก็แค่ให้ผมไปส่งก็แล้วกัน พอน้องวดีเจอเพื่อนๆ แล้วผมก็กลับ ผมจะได้ไปบอกคุณแม่ได้ว่าขับรถไปส่งน้องวดีแล้ว ช่วยกันคนละครึ่งทาง ตกลงไหมครับ”

อมราวดีไม่อยากตอบรับเลยแม้แต่น้อย ตงิดในใจอย่างไรบอกไม่ถูกว่ามันต้องมีเรื่องยุ่งๆ ตามมา แต่ดูเหมือนชายหนุ่มตรงหน้าจะไม่ยอมรับฟังคำปฏิเสธใดๆ เสียแล้ว

ดูท่าคุณหญิงทิพอรจะกดดันมาร้ายแรงจริงๆ
“ก็ได้ค่ะ”
paikaew
คณะกรรมการบริหาร
 
Posts: 29
Joined: Sat Dec 01, 2007 1:17 pm


Return to นับหนึ่งถึงหัวใจ

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

cron