Welcome
Welcome to <strong>novelhot</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

ตอน 5

นิยายใหม่จากไผ่แก้วค่ะ

ตอน 5

Postby paikaew on Wed Feb 11, 2009 11:36 am

[size=150]หลังจากทำปากกล้า พูดจาขวานผ่าซากกับวัชรพแล้ว บรรยากาศในรถก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ชายหนุ่มเลิกชักสีหน้าเย็นชาหงิกงอใส่ แต่เริ่มชวนคุยเรื่องทั่วๆ ไปซึ่งหนีไม่พ้นการนินทามารดาตัวเอง

“ผมก็ไม่อยากทำตัวเสียมารยาทแบบนี้หรอกนะครับ แต่บางครั้ง มันก็จำเป็นไม่อย่างนั้นบรรดาแม่ๆ ก็จะเริ่มคิดอย่างที่พวกท่านอยากจะคิด แล้วในที่สุดเราคงได้มีคู่หมั้น หรือแม้แต่ฤกษ์แต่งงานโดยไม่รู้ตัว”

“ฉันเข้าใจค่ะ แล้วก็ขอยืนยันตรงนี้อีกสักรอบก็ได้ว่าฉันไม่ได้คิดจะทำให้คุณเดือดร้อน ฉันก็ขัดผู้ใหญ่ไม่ได้เหมือนกัน ไมอย่างนั้นคงไม่ทำตัวเหมือนผู้หญิงไร้ค่าวิ่งไปให้ผู้ชายดูตัวถึงบ้านหรอกค่ะ”

“ผมขอโทษ จะให้ขอโทษอีกสักกี่ครั้งก็ได้ แต่ถ้าให้ดีเรามาเริ่มต้นกันใหม่ได้ไหม อย่างน้อยผมว่าพวกผู้ใหญ่คงไม่หยุดแค่นี้หรอก แล้วผมก็ไม่อยากทำตัวเสียมารยาทอีกแล้ว”

“ค่ะ” อมราวดีตอบสั้นๆ เพราะไม่รู้จะพูดอะไรต่อ หล่อนพูดในสิ่งที่พูดไปหมดแล้ว

“ขอโทษนะครับ ผมขอถามตรงๆ ไม่ทราบว่าคุณมีแฟนรึยัง”

“...” หญิงสาวพูดไม่ออก

ถ้าเป็นแฟน หรือคนรักเป็นตัวเป็นตนล่ะก็ไม่มีแน่ๆ
แต่มีใครบางคนในหัวใจนี่สิ... จะให้ตอบว่าอย่างไร

“พูดอย่างนี้ คุณวัชคงมีคนรักแล้วใช่ไหมคะ” หญิงสาวถามดักคอไว้ก่อน ไม่อยากให้เข้าเนื้อมากกว่าจะจับผิดเขา

“นี่หน้าผมบ่งบอกขนาดนั้นเลยหรือครับ” เขาถามกลั้วหัวเราะเสียอีก สีหน้ายิ้มย่องผ่องใส ดูท่าจะปลาบปลื้มกับความรักใช่ย่อย

“ดีใจด้วยนะคะ ผู้หญิงคนนั้นคงโชคดีที่สุดเลย” เธอเอ่ยอย่างจริงใจ “ว่าแต่ทำไมคุณถึงไม่บอกคุณหญิงป้าไปล่ะคะว่ามีคนรักแล้ว”

“ผมอยากให้เธอเรียนจบบินกลับมาเมืองไทยก่อนครับ ไม่อยากให้คุณแม่มีอคติตั้งแต่ยังไม่เจอหน้ากัน ระหว่างนี้เลยทำตัวเงียบๆ ไว้ก่อนจะดีกว่าไม่อยากให้มีปัญหา เอ๊ะ... เลี้ยวข้างหน้านี้ถูกไหม”

หญิงสาวมองตามที่เขาชี้แล้วรีบร้องบอก
“ค่ะ เลี้ยวซ้ายซอยหน้าเลย ยังไงก็ขอบคุณมากนะคะที่มาส่ง”
“ไม่เป็นไรครับ”
เขาตอบเรียบง่ายและเริ่มขยันยิ้มอย่างไม่น่าเชื่อ

พอวัชรพจอดรถให้หญิงสาวลงแล้วเขาก็ยังไม่ยอมกลับง่ายๆ เปิดประตูหยิบกระเป๋าเป้ของเธอมาถือให้ด้วยทีท่ากระฉับกระเฉงพอตัว

แม้จะถูกมารดาบังคับให้ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดกระโปรงเรียบๆ อมราวดีก็ยังอดหวังลึกๆ ไม่ได้ว่าอาจจะขอตัวเลี่ยงออกมาได้ในนาทีใดนาทีหนึ่ง หล่อนจึงติดกระเป๋าเป้ซึ่งบรรจุเสื้อผ้าสำหรับออกกำลังกายมาด้วย ก่อนจะออกจากบ้านคุณหญิงทิพอร เธอจึงเพียงแค่ไปหยิบเป้ที่หลังรถของตัวเองติดตัวมาด้วยเท่านั้น

“ผมไปส่ง”
“จะดีหรือคะ”

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ได้รีบไปไหน อีกอย่าง... ผมบอกตามตรงนะ นี่คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่คุณแม่จะให้ผมมาส่งคุณแน่ๆ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ตามมาเลยค่ะ”

อมราวดีเดินก้าวยาวๆ เข้าไปในสปอร์ตคลับด้วยทีท่าขัดเขินเล็กน้อย ตามปกติหล่อนมักจะสวมชุดทะมัดทะแมงมาที่นี่ให้สมกับมาใช้บริการสปอร์ตคลับ แต่ในวันนี้กลับกลายเป็นชุดกระโปรงลายดอกเล็กๆ สีหวาน ด้านบนตัวเสื้อเป็นคอวีแขนกุด อวดลำคอระหง ตัวเสื้อตัดเข้ารูปอวดส่วนเว้าส่วนโค้งของรูปร่างเพรียวสูง ดวงหน้าขาวใสถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพงลิบที่เพียงปัดป้ายไม่กี่ครั้ง ดวงหน้าขาวๆ ก็ชวนมองอย่างไม่น่าเชื่อแต่ถึงกระนั้น เจ้าตัวก็ยังอดรู้สึกกระดากไม่ได้เมื่อต้องเดินเข้าไปโดยมีผู้ชายถือของเดินตามมาติดๆ เป็นใครมาเห็นก็ย่อมเข้าใจเป็นของธรรมดา

และยังไม่พอเพียงเท่านั้น ใครบางคนที่เห็นเข้าพอดีกลับเป็นเขา... คุณไรซ์

“สวัสดีค่ะคุณอมราวดี วันนี้มาซะบ่ายเลยนะคะ” พนักงานหญิงที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรด้วยเอ่ยทักขึ้นด้วยหน้าตาแจ่มใสเอาใจลูกค้าขาประจำคนใหม่ไว้ก่อน

“เมื่อเช้าติดธุระนิดหน่อยค่ะ” หญิงสาวหันไปคุยด้วยเล็กน้อยด้วยไม่อยากเหลือบสายตาไปหาครูฝึกคนเก่ง ใจภาวนาให้เขาไม่ทันสังเกตและเดินหนีไปเสีย

ทว่าผิดคาด... ผู้ชายที่ควรจะเดินเลี่ยงไปที่อื่น หรืออย่างน้อยก็เก็บตัวอยู่แต่ในสนามเทนนิสเหมือนที่ผ่านมากลับเดินตรงเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“สวัสดีครับ” คุณไรซ์เอ่ยทักขึ้นก่อน ปรายตามองหญิงสาวครู่เดียวก่อนจะเบี่ยงไปจับจ้องอยู่ที่วัชรพอย่างจัง “คุณหนูดี... คุณ...”

วัชรพยื่นมือไปจับมือทักทายคนทักด้วยสีหน้างุนงงแต่ก็ยอมเติมคำในช่องว่างของครูฝึกต่อจนจบ
“ผมวัชรพครับ ยินดีที่ได้รู้จัก คุณ...”
“ผมชื่อไรซ์ครับ เป็นครูฝึกของคุณหนูดี แต่ดูเหมือนว่าวันนี้นักเรียนของผมจะเกเร เบี้ยวคลาสเสียแล้ว”
“เป็นความผิดของผมเองครับ คุยกับน้องวดีนานไปหน่อย หวังว่าคุณไรซ์คงไม่ถือสา”
วัชรพหัวเราะหึๆ ในขณะที่นักเรียนหนีคลาสได้แต่ทำตาโต มองสองหนุ่มอย่างงวยงง นี่ถ้าใครมาได้ยินเข้าคงคิดว่าทั้งคู่เปิดศึกชิงนางขนาดย่อมๆ ขึ้นแน่แท้

และแล้วบราลีก็ปรากฏกายขึ้นราวกับเหมือนมีทูตสวรรค์มาช่วยได้ทันการณ์ เพื่อนซี้ตรงปรี่มาหาด้วยสีหน้าสดใสทั้งที่น้ำเสียงออกไปทางบึ้งตึง
“ทำไมเพิ่งมายะหนูดี ฉันรอเธอตั้งนาน”
อมราวดีได้โอกาสรีบหันไปคว้ากระเป๋าเป้จากวัชรพพร้อมกับเอ่ยปากขอตัว
“เพื่อนของฉันมาแล้ว ขอบคุณที่มาส่งนะคะ”
“ด้วยความยินดีครับ”

ชายหนุ่มบอกเสียงนุ่ม ส่งยิ้มละมุนให้หล่อนอย่างจงใจทั้งที่มันไม่น่าจะเกิดขึ้น เพิ่งตกลงกันในรถได้ไม่ถึงสิบห้านาที เขาก็เปลี่ยนจากวิ่งหนีเป็นวิ่งไล่เสียแล้วหรือไร

วัชรพยอมเดินกลับไปแต่โดยดีทั้งที่เขาเพิ่งโยนระเบิดไว้ให้หล่อน ครูฝึกยังปักหลักไม่ยอมเดินไปไหน มิหนำซ้ำยังจ้องเธอด้วยสายตาแปลกๆ

“แล้วนั่นใครมาส่งเธอยะหนูดี หล่อเชียว” บราลีทำเหมือนไม่รู้เรื่องรู้ราวชวนคุยต่อหน้าตาเฉย
“คุณวัชรพ ลูกชายคุณหญิงทิพอร” เธอตอบเพื่อนไปเนือยๆ สายตายังอดเหลือบมองครูฝึกเป็นระยะไม่ได้
“โห นี่อย่าบอกนะว่าเมื่อเช้าไปกับหนุ่มหล่อมาถึงได้มาสาย”
“ยัยบ๊อง”
“แล้วมันจริงไหมล่ะหนูดี”

อมราวดีอ้าปากจะบอกเพื่อนว่าเมื่อเช้าหายไปไหนมา จงใจให้บุคคลที่สามได้ยินด้วย แต่คนที่อยากให้ได้ยินกลับพูดตัดบทเสียก่อน

“ไม่ทราบว่าคุณหนูดียังอยากเล่นเทนนิสอยู่ไหมครับ”
“เล่นสิคะ แต่ว่าฉันมาสายเอง”

“ไม่เป็นไรครับ พอดีวันนี้มีลูกค้าผมยกเลิกนัด ถ้าคุณยังอยากตีลูกสักหลาดอยู่ละก็ผมว่างถึงสี่โมงเย็น คุณแบมด้วยนะครับถ้าสนใจ”

คำเชิญชวนแกมหยิ่งยโสของเขาไม่ได้ทำให้หญิงสาวขุ่นเคืองแต่อย่างใด แม้จะขัดหูไปบ้างแต่เธอก็ยังอยากใช้เวลาใกล้ชิดเขาอยู่ดี แม้จะเป็นเพราะหน้าที่การงานของเขาก็ตามที

แค่ได้อยู่ใกล้เขา... เธอก็พอใจแล้ว

“สนใจค่ะ ขอเวลาฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าเดี๋ยวเดียว แบมเธอไปคอยที่สนามเทนนิสก่อนก็ได้นะ” เธอบอกทั้งครูฝึกและเพื่อนเสียงกังวานใส แต่แล้วไม่รู้บราลีนึกอะไรขึ้นถึงได้เอ่ยขัดคอเสียอย่างนั้น

“ไม่ดีกว่าหนูดี ช่วงบ่ายแดดร้อนจะตาย ผิวเสียหมด อีกอย่างที่นัดไว้ตอนสิบโมงครึ่งแล้วเธอไม่มาน่ะ ฉันเล่นแทนไปแล้ว เหนื่อยจะแย่ ขอตัวไปลงสระว่ายน้ำหรือไม่ก็เข้าสปาดีกว่า”

“อ้าว...” คนมาสายร้องได้เท่านั้นเพื่อนก็ไม่รอฟังเสียงหันไปบอกชายหนุ่มสั้นๆ ด้วยรอยยิ้มหวานหยดเช่นเคย
“ไม่ว่ากันนะคะคุณไรซ์”

“ถ้าเป็นความปรารถนาของคุณแบมผมจะไปว่าอะไรได้ครับ”
เขาพูดทีเล่นทีจริงและยิ้มตอบบราลี ทำเอาคนยืนมองใจแกว่ง
หล่อนมาสายเพียงครั้งเดียว ทำให้ต้องพลาดอะไรไปมากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ

“งั้นไว้เจอกันนะ” บราลีเอ่ยทิ้งท้ายก่อนจะปลีกตัวไปทักทายผู้ชายคนหนึ่งที่เพิ่งเดินเข้ามาในสปอร์ตคลับด้วยทีท่าเป็นกันเองราวกับเคยรู้จักกันมาเนิ่นนาน
“สวัสดีค่ะคุณธนาภพ เมื่อวานไม่เห็นมาเลยงานยุ่งเหรอคะ”

อมราวดีมองตามหลังเพื่อนไปอย่างทึ่งจัด ว่ากันตามตรงหล่อนมาใช้บริการที่นี่บ่อยยิ่งกว่าบราลีเสียอีก แต่คนที่มนุษยสัมพันธ์ดีเที่ยวรู้จักคนนั้นคนนี้ไปทั่วกลับกลายเป็นคนที่ไม่ค่อยได้มาไปเสียได้

บราลีค่อนข้างเข้ากับคนได้ง่าย ยิ้มแย้มแจ่มใสและมีมุขสารพันมาคุยกับคนแปลกหน้าได้อย่างไม่รู้จบสมกับงานด้านประชาสัมพันธ์เงินเดือนสูงลิบที่เธอทำอยู่ ในขณะที่ผู้บริหารสาวอย่างอมราวดีกลับเอาแต่วางมาดนิ่งๆ หรือไม่ก็หวาดสายตาแลหาแต่ใครบางคนจนไม่ทันได้ทำความรู้จักกับสมาชิกคนอื่นๆ เหมือนอย่างเพื่อน

หญิงสาวอยากจะเอ่ยปากขอบคุณเขาที่อุตส่าห์เดินมาชวนเธอด้วยตนเอง ถึงแม้ว่าเธอจะต้องจ่ายค่าชั่วโมงครูฝึกเพิ่มก็ตามที นับเป็นครั้งแรกที่เธอไม่รู้สึกเสียดายเงินเลยแม้แต่น้อย

“คุณมาสาย” คุณไรซ์ตำหนิเสียก่อนที่หล่อนจะเปิดปากพูด
“ขอโทษจริงๆ ค่ะฉันติดธุระแบบไม่คาดฝัน”
“ช่างมันเถอะ อีกสิบนาทีเจอกันที่สนาม”

สิ้นเสียงชายหนุ่ม เขาก็กลับหลังหันเดินตรงหายเข้าไปในสปอร์ตคลับทันที ทิ้งให้อมราวดียืนงงเป็นไก่ตกแตกอยู่ลำพัง
เขามาอารมณ์ไหนกันแน่

เธอไม่มีเวลาคิด สิบนาทีของเขาเริ่มจะหมดลงไปทุกที ได้แต่เดินตรงไปห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าแต่ก็ยังอดครุ่นคิดไม่ได้
เขาทำอย่างกับหึงหวงเธออย่างนั้นแหละ ถ้าเขาไม่ได้คิดอะไรกับเธอเลยแล้วจะไปพูดจาบ้าระห่ำกับวัชรพทำไม...
หรือว่าเขาเพียงหงุดหงิดที่เสียลูกค้า

เธออยากคิดเข้าข้างตัวเองเหลือเกินว่าเขาก็สนใจเธออยู่บ้าง

แต่แล้วคำตอบสุดท้ายกลับต้องย้ำเตือนตัวเองด้วยเหตุผลสำคัญที่ว่า... เขามาชวนก็แค่ทำตามหน้าที่เท่านั้น ไม่ได้มีอะไรมากมายกว่านั้นจริงๆ


สนามเทนนิสขนาดมาตรฐานพื้นสีเขียวซีดๆ ตั้งอยู่ติดกับคอร์ดแบดมินตัน และลานจอดรถ แต่ก็มีรั้วค่อนข้างสูงเป็นซี่กรงสูงราวๆ ตึกสองชั้นทำให้ไม่รู้สึกกระดาก หรือประเจิดประเจ้อนักเมื่อยามที่เธอต้องสวมกระโปรงสั้นๆ ลงมาสนาม

หญิงสาวเปลี่ยนจากชุดกระโปรงสีหวานมาเป็นเสื้อกีฬาคอโปโลสีขาวกับกระโปรงที่มีกางเกงอยู่ด้านในสีน้ำทะเล ตัวกระโปรงจับจีบพับด้านหลังเล็กน้อยพอให้ก้าวได้สะดวก ความยาวเพียงครึ่งน่องเท่านั้นเจ้าตัวเลยต้องรีบทาครีมกันแดดอย่างเร่งด่วนก่อนที่จะทำให้คุณไรซ์ต้องรอนานไปกว่านี้

“มาแล้วค่ะ”
เธอวิ่งกระหืดกระหอบมาถึงสนามเทนนิสจนได้ ในมือมีไม้เทนนิสที่เพิ่งไปถอยมาใหม่เอี่ยมจากห้างสรรพสินค้าเมื่อวานนี้ ราคาอยู่ในขั้นกลางๆ ไม่สูงมากเกินไปแต่ก็ไม่ถึงกับคุณภาพต่ำเพราะยังไม่แน่ใจว่าจะต้องการใช้งานไปอีกนานแค่ไหน

สินค้าทุกชนิดในสายตาของเธอไม่มีอะไรถูก และไม่มีอะไรแพงถ้าหากเราได้ใช้งานมันให้คุ้มค่าเพียงพอให้สมกับราคาที่ซื้อมา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังถูกเพื่อนซี้กระแนะกระแหน่บ่อยๆ ว่างกอยู่ดี

เมื่อวานสองคู่ซี้ไปเดินห้างสรรพสินค้า อมราวดีถูกเพื่อนแซวไปตลอดทางเรื่องลงทุนซื้อไม้เทนนิสราคาหลักพัน มิหนำซ้ำยังซื้อกระโปรงสั้นไว้สำหรับการเล่นเนททิสครั้งแรกในชีวิตอีกด้วยยิ่งผิดปกติไปกันใหญ่ แต่หารู้ไม่ว่าการสมัครสมาชิกสปอร์ตคลับตามด้วยการลงทุนซื้อเครื่องกีฬามากมายอย่างไม่น่าเชื่อเหล่านี้ต่างหากเล่าที่ถือว่า ‘ผิดปกติ’ สำหรับเธอ

ที่ทำทั้งหมดก็เพื่อเขา... ผู้ชายที่ยืนตีหน้าเคร่งอยู่ตรงหน้าเธอคนนี้โดยแท้

ครูฝึกถือลูกเทนนิสสีเขียวใบตองซีดไว้ในมือ โยนขึ้นลงกลางอากาศฆ่าเวลาเล่น สีหน้าขรึมๆ ของเขาทำเอาหญิงสาวขยาดไม่ค่อยอยากเดินเข้าไปใกล้ แม้หัวใจจะร่ำร้องเพียงใดก็ตาม

“คุณเคยเล่นเทนนิสมาก่อนไหม”
“นิดหน่อยค่ะ”

‘นิดหน่อย’ ของอมราวดีก็คือการนั่งหน้าจอโทรทัศน์เวลามีถ่ายทอดสดการแข่งขันเทนนิสในระดับนานาชาติโดยที่ยังมีงานกองอยู่ตรงหน้าให้สะสางเท่านั้น

สีหน้าคุณไรซ์ยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ ปีกหมวกด้านหน้าช่วยบังแสงแดดได้กว่าครึ่งค่อนใบหน้า แต่กลับทำให้หญิงสาวได้เห็นเสี้ยวหน้าเรียบตึงถนัดตาขึ้นไปอีกเลยต้องรีบขยับปากบอกข้อมูลอย่างเอาใจ

“แต่ฉันพอรู้กติกาการนับคะแนน รู้จักเส้นสนาม พอรู้ศัพท์บางคำที่เกี่ยวกับเทนนิส” หล่อนพูดเหมือนเด็กอยากอวดความรู้ น้ำเสียงใสเริ่มจะขุ่นขึ้นมาเล็กน้อยไม่ต่างจากชายหนุ่ม

ครูฝึกยืนฟังนิ่งงันเหมือนกำลังฟังหล่อนคุยโวไร้สาระไม่ได้ความ หญิงสาวเลยเริ่มโมโหขึ้นมาบอกเขาเสียงดัง
“ตรงที่คุณยืนอยู่เป็นเส้นหลังของสนามไว้ยืนเวลาเสิร์พลูก ตอนเสิร์พก็ยืนวางปลายเท้าข้างหนึ่งมาขนานกับเส้นหรือไม่ก็ชี้ไปที่มุมของเส้นหลังจะได้ขยับตัวหมุนไปตีลูกได้ถนัด เดี๋ยวนี้ยิ่งนิยมลูกเอชอยู่ด้วย ตีทีเดียวได้ทั้งแต้ม ได้ทั้งเสียงฮือฮา แถมยังทำให้คู่ต่อสู้ได้แต่ยืนมองอย่างเดียว”

หน้าคุณไรซ์ยังไม่เปลี่ยนไปเท่าไหร่ แต่ทันทีที่เขาเอ่ยปาก หล่อนถึงได้รู้ว่าตัวเองกำลังอารมณ์กระเจิดกระเจิงน่าขายหน้า
“ผมค่อนข้างทึ่งนะคุณหนูดี ดูท่าคุณคงเป็นลูกศิษย์ที่เรียนรู้เร็วไม่น้อยเลย”

สิ้นเสียงชายหนุ่มก็อมยิ้มเหมือนจะกลั้นเสียงหัวเราะไว้ แต่อมราวดีนี่สิ รับไปเต็มๆ แต่ก็นับว่าคุ้มค่าไม่น้อย

หลังจากปล่อยไก่ไปหนึ่งเล้าบรรยากาศระหว่างเธอและเขาก็ดูจะผ่อนคลายลงไปมาก ครูฝึกหน้าตาเคร่งขรึมหายไปแล้ว ที่ยืนอยู่ใกล้หล่อนในเวลานี้กลายเป็นครูฝึกยิ้มง่าย ช่างพูด และใส่ใจในทุกๆ รายละเอียดขึ้นมา

“ตามองที่ลูก กะระยะการตีให้ดี”
เขาตะโกนบอกเป็นระยะเมื่อเห็นว่าการตีลูกเทนนิสบนสนามจริงครั้งแรกในชีวิตของหล่อนเริ่มไขว้เขว

อมราวดีพยายามเรียนรู้จากเขาให้ได้มากที่สุด ทั้งที่หล่อนไม่เคยชอบเทนนิสมากไปกว่าการนั่งดูมืออาชีพเล่นผ่านหน้าจอโทรทัศน์เหมือนเดิมอยู่ดี แต่ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่ก็ดูเหมือนว่าจะทำให้เขาชื่นชมเธอมา
paikaew
คณะกรรมการบริหาร
 
Posts: 29
Joined: Sat Dec 01, 2007 1:17 pm

Postby paikaew on Wed Feb 11, 2009 11:37 am

อมราวดีพยายามเรียนรู้จากเขาให้ได้มากที่สุด ทั้งที่หล่อนไม่เคยชอบเทนนิสมากไปกว่าการนั่งดูมืออาชีพเล่นผ่านหน้าจอโทรทัศน์เหมือนเดิมอยู่ดี แต่ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่ก็ดูเหมือนว่าจะทำให้เขาชื่นชมเธอมากเท่านั้น

แม้จะเป็นคำชมจากทักษะด้านกีฬาแย่ๆ ของเธอก็ตามที
ขอแค่เขาเอ่ยปากชมบ้าง... เธอก็แสนจะปรีดาแล้ว

สี่สิบนาทีต่อมาหญิงสาวแทบจะดื่มน้ำเกลือแร่ชนิดบรรจุขวดรวดเดียวหมดแต่เห็นสายตาของครูฝึกแล้วก็ต้องค่อยๆ จิบ แบ่งออกเป็นสักสองถึงสามครั้งให้หมดขวด

“น้ำไหมคะ”
คุณไรซ์ส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มหวานๆ แบบเดียวกับที่เธอเคยเห็นเขาส่งให้บราลี คนรับเลยเริ่มหายจากอาการน้อยใจ
“ช่วงนี้อากาศร้อน ถ้าเป็นช่วงเช้าคงจะสบายกว่านี้”
“แหม... ไม่ต้องมาซ้ำเติมหรอกค่ะ บอกแล้วไงคะว่าติดธุระจริงๆ”
“ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นครับ แค่ไม่อยากให้คุณหนูดีต้องตากแดดเปรี้ยงๆ ตอนบ่ายเท่านั้นเอง”
“ค่า... ถ้าอย่างนั้นวันอาทิตย์หน้าเจอกันตอนสิบโมงเช้าเลยดีไหมคะ”

หญิงสาวรวบรัดจองเวลานัดที่หายากแสนยากของเขาไปเสียเลย พูดไปหัวเราะไปไม่ให้เขารู้สึกว่ากำลังไปกดดันอะไร แต่ชายหนุ่มกลับตอบรับง่ายดาย

“ได้สิครับ ผมจะตั้งตารอ”
หญิงสาวส่งยิ้มเนียมอายให้เขา ยกน้ำเกลือแร่ขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่ พอวางขวดเปล่าลงแล้วกลับไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อ
“คุณไรซ์ทำงานที่นี่มานานรึยังคะ”
“หลายปีแล้วครับ”

คำตอบสั้นๆ ของเขาชวนอึดอัดอย่างบอกไม่ถูกแต่ก่อนที่หญิงสาวจะเอ่ยปากอะไรต่ออีก เขาก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน
“ผมรบกวนถามอะไรคุณหนูดีสักอย่างได้ไหมครับ”
“ได้สิคะ คุณไรซ์อยากรู้อะไรเหรอ” หญิงตอรับเสียงกังวานใส มองดวงตาสีเข้มของเขาด้วยความหวัง
“คุณหนูดีกับคุณแบมสนิทกันมานานรึยังครับ”

“หลายปีแล้วค่ะ ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมโน้น” เธอตอบทั้งที่ไม่เข้าใจจุดประสงค์ของเขาเลย
“คุณแบมเธอคุยเก่งนะครับ”

“ค่ะ แบมเป็นคนปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้ง่าย อยู่ที่ไหนก็เพื่อนเยอะ ว่าแต่คุณไรซ์ถามถึงแบมทำไมเหรอคะ”
คุณไรซ์ทำหน้าปั้นยาก เหมือนไม่แน่ใจเสียเองแต่ก็เอ่ยออกมาในที่สุด
“คือผมอยากทราบว่า คุณแบมมีแฟนรึยังครับ”

รอยยิ้มเลือนหายไปจากใบหน้าผ่องใสอย่างรวดเร็ว หญิงสาวกลืนน้ำเปล่าลงคออย่างยากเย็นขึ้นมาทันทีเอ่ยถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

“คุณไรซ์ว่าอะไรนะคะ”

“มีคนเค้าฝากมาถามน่ะครับว่าคุณแบมยังโสดอยู่รึเปล่า”

คำถามเรียบง่ายแต่กรีดแทงลึกลงตรงกลางใจคนฟังเข้าอย่างจังถึงกับทำให้หญิงสาวอึ้งไปถนัดใจ แต่ถึงกระนั้นก็ยังเค้นเสียงตอบเขาออกมาได้

“ยังค่ะ ยังไม่มีแฟน”
paikaew
คณะกรรมการบริหาร
 
Posts: 29
Joined: Sat Dec 01, 2007 1:17 pm


Return to นับหนึ่งถึงหัวใจ

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

cron