อมราวดีกลายเป็นตุ๊กตาหน้ารถของวัชรพอีกเป็นครั้งที่สอง ทั้งที่เธอขับรถมาทำงาน แต่ก็ต้องยอมให้เขาไปส่งที่ห้างสรรพสินค้า ตั้งใจว่าขากลับค่อยเรียกแท๊กซี่กลับไปเอารถที่บริษัทซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนักกลับบ้านอีกที
วันนี้หล่อนสวมชุดกระโปรงผ้าป้ายไปผูกโบว์ไว้ตรงช่วงเอวสีพีชแขนสั้นกุด ชายกระโปรงเป็นทรงเอพริ้วไหวตามการเคลื่อนไหว ตัวเสื้อด้านบนเป็นเสื้อคอวีแขนสั้น เรียกว่าเหมาะทั้งใส่เข้าห้องประชุมและยังสามารถใส่ไปเดินห้างสรรพสินค้าได้สบายๆ คล้องกระเป๋าสะพายในจิ๋วสีดำ กับรองเท้าส้นสูงมีสายรัดขึ้นมาถึงข้อเท้าสีพีชเช่นกัน
และแน่นอน... หัวจรดเท้าเป็นยี่ห้อดังจากอเมริกาซึ่งหล่อนไม่ได้เสียเงินซื้อมาแม้แต่บาทเดียว
“วันนี้น้องวดีสวยจังเลยนะครับ”
อยู่ๆ วัชรพก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยในรถที่กำลังจะเลี้ยวเข้าลานจอดของห้างสรรพสินค้า คนสวยเลยได้แต่ทำหน้างงสุดขีดใส่คนชม
“สวยจนผมแปลกใจ ทำไมถึงยังไม่มีแฟน”
อมราวดียิ้มรับชมเอ่ยแก้ตัวเบาๆ
“ไม่มีจริงๆ ค่ะ”
“ทั้งที่น้องวดีออกจะสวยขนาดนี้น่ะหรือ...”
“พูดเหมือนไม่เชื่อเลยนะคะ”
“ไม่อยากเชื่อต่างหากครับ”
“ยังไงก็ขอบคุณนะคะ อุตส่าห์ชมว่าสวย อ๊ะ... ไม่ต้องย้ำแล้วค่ะ แค่นี้ก็จะลอยแล้ว ส่วนที่ถามว่ายังไม่มีแฟนจริงๆ รึเปล่านั่น แล้วแต่คุณจะคิดก็แล้วกันค่ะ”
หญิงสาวไม่ได้ยืนกรานตามเดิม เพราะความหวังจากส่วนลึกของจิตใจย้ำกับหล่อนว่าอยากจะทุ่มเทความรักเพื่อใครสักคนใจจะขาด แต่ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสนั้นหรือไม่เท่านั้นเอง
วัชรพมองหญิงสาวด้วยสายตาค้นหา เขาไม่ได้เซ้าซี้ถามอะไรอีก เปลี่ยนไปชวยคุยเรื่องจิปาถะเกี่ยวกับหน้าที่การงานของเธอมากกว่า
พอชายหนุ่มจอดรถสนิทแล้ว เขาก็ยังไม่ยอมจากไปแต่ลงจากรถและจัดแจงล็อกรถเรียบร้อย
อมราวดีคาดว่าเขาคงอยากไปเดินเล่นหรือไม่ก็หาอะไรทานก่อนกลับบ้านจึงไม่ได้เอ่ยค้าน แต่พอวัชรพเดินตามเธอไม่ห่างราวกับเป็นเงาตนเองก็ชักเอะใจ
“ฉันนัดเพื่อนไว้หน้าโรงหนังค่ะ คุณวัชกลับไปก่อนก็ได้ อีกเดี๋ยวเพื่อนคงมาแล้วค่ะไม่ต้องอยู่เป็นเพื่อนฉันหรอก เกรงใจ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมบอกแล้วไง ไว้ให้น้องวดีเจอเพื่อนก่อน”
อมราวดีทำหน้าเจื่อน ยังจำครั้งแรกที่วัชรพมาส่งหล่อนได้ดี พบหน้ากับคุณไรซ์เพียงไม่ถึงห้านาทีทั้งคู่ก็ทำราวกับเป็นศัตรูคู่แค้นกันมาเนิ่นนานแรมปี แล้วถ้าต้องมาเจอกันอีกคงไม่ใช่เรื่องดีแน่
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันเกรงใจจริงๆ อีกเดี๋ยวเพื่อนคงมาแล้ว อย่าหาว่าฉันไล่เลยนะคะ แต่ว่าเพื่อนๆ ฉันจะคิดยังไงถ้ารู้ว่าฉันมีผู้ชายมาส่ง”
วัชรพยืมเอามือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋ากางเกง ท่าทางสบายสุดขีดทั้งกายใจ เขาปล่อยเสียงหัวเราะชอบอกชอบใจแถมยังเอ่ยทีเล่นทีจริงให้คนฟังเสียวสันหลังอีก
“นี่อย่าบอกนะครับว่าน้องวดีนัดแฟนไว้เลยไม่อยากให้ผมได้พบ”
“พะ... เพื่อนค่ะ” หญิงสาวตกใจ พูดกระท่อนกระแท่นบอกเขาแต่วัชรพไม่เชื่อเอาเสียเลย
“หรือว่ากลัวเขาจะเข้าใจผิดครับ”
“ไม่ใช่นะคะ”
“แหม... หรือว่าเขาขี้หึงครับ อ้าว ทำไมต้องส่ายหน้าด้วย เขายังไม่มาหรอก น้องวดีทำเอาผมชักนึกสนุกอยากอยู่เจอหน้าแฟนน้องวดีแล้วนะนี่”
“ไม่ใช่ค่ะ นัดเพื่อนไว้จริงๆ แต่คุณวัชน่าจะทราบ ในหมู่ผู้หญิงด้วยกันน่ะ ถ้าเพื่อนมีผู้ชายมาส่งคงได้นินทากันสนุกพิลึก”
“ครับๆ ผมล้อเล่นหน่อยเดียวเอง ทำไมต้องหน้าซีดด้วย”
วัชรพหัวเราะเสียงดังที่แกล้งหล่อน หญิงสาวเลยได้แต่มองส่งจากเคืองๆ ไปให้เขาเป็นการตอบแทน
“ถ้าอย่างนั้นผมกลับก่อนแล้วกัน ยังไม่อยากเปิดศึกชิงนาง”
“คุณวัช...” หล่อนเรียกชื่อเขาเสียงแข็งมะลื่อทื่อ
“อ๊ะ อ๊ะ... ก็บอกแล้วไงว่าล้อเล่น อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิครับ ไม่กวนแล้วก็ได้ ไปแล้วครับ”
วัชรพเดินก้าวยาวๆ จากไปท่ามกลางฝูงชนทันทีทั้งที่เขายังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ ไม่รู้ว่าสนุกอะไรนักหนา
พอลับร่างชายหนุ่ม อมราวดีก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ไม่ว่าคุณไรซ์จะเคยหรือไม่เคยคิดอะไรกับเธอ แต่เธอก็ยังไม่อยากเขาใจผิดเสียตั้งแต่นัดแรก
แม้จะเป็นนัดแรกที่ต้องพ่วงเพื่อนมาด้วยอีกคนก็ตามที...
“คอยนานไหมครับคุณหนูดี”
เสียงทุ้มที่แสนคุ้นหูดังขึ้นหลังจากหญิงสาวยืนเคว้งอยู่หน้าบริเวณเคาท์เตอร์ขายบัตรได้ราวๆ สิบนาทีเศษ
ระหว่างรอหล่อนอดคิดไม่ได้ว่าเขาอาจจะไม่มาแล้ว สลับกับวางแผนว่าจะทำตัวอย่างไรเมื่อพบเขาไปด้วย
คิดไปคิดมาหล่อนก็ยังอดแปลกใจตัวเองไม่หาย... ทำอย่างกับเป็นเด็กวัยรุ่นริอาจมีความรักอย่างนั้นแหละ
“ไม่นานค่ะ คุณไรซ์เพิ่งมาหรือคะ”
“ครับ แล้วคุณแบมล่ะ มารึยัง”
รอยยิ้มจางหายไปจากใบหน้าหญิงสาวทันทีที่ได้ยินชื่อของเพื่อนสนิท หล่อนควรคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขาถามไปตาม
มารยาท ไม่ได้อยากพบกับบราลีเท่าไหร่นักหรอก แต่ก็คิดไม่ลง ลึกๆ ในใจย่อมรู้ดี... เขาอาจจะสนใจเพื่อนเธอก็ได้...
“ยังไม่มาเลยค่ะ เดี๋ยวจะโทรตามให้นะคะ”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมว่าเราไปจองบัตรกันก่อนดีกว่า ผมดูรอบแล้วกว่าจะหนังรอบต่อไปจะฉายก็มีเวลาอีกเกือบชั่วโมง คุณแบมคงมาพอดี”
อมราวดีไม่ทันได้ตอบอะไรชายหนุ่มก็เดินนำไปต่อคิวซื้อบัตรทันที เธอเลยเดินตามไปยืนด้านหลังแต่พอคิวด้านหน้าขยับไปขยับมา มารู้ตัวอีกทีหญิงสาวก็มายืนเคียงข้างเขาเสียแล้ว
เธอได้แต่ย้ำกับตัวเอง... เก็บอาการหน่อยอมราวดีเอ๊ย...
น้ำมะนาวปั่นแก้วใหญ่หมดไปเป็นแก้วที่สองแต่ก๋วยเตี๋ยวเรือสูตรต้มทรงเครื่องของอมราวดีกลับยังเหลือเต็มชาม เธอตอบตกลงทันทีที่เขาชวนไปลองร้านก๋วยเตี๋ยวเรือเฟรนไชร์เจ้าใหม่ที่เปิดให้บริการบริเวณหน้าโรงภาพยนตร์ หารู้ไม่ว่ารสชาติมันเผ็ดร้อนขนาดไหน
“ไม่อร่อยหรือครับ” เขาถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย ตัวคนถามฉลองชามที่สองใกล้หมดไปแล้ว แต่อมราวดียังงมอยู่กับการคีบเส้นเผ็ดร้อนเข้าปากทีละนิด
ฟังน้ำเสียงเขาแล้วหญิงสาวได้แต่ยิ้มเจื่อน ไม่อยากให้เขารู้สึกผิดที่เลือกร้านนี้ ความผิดควรจะเป็นของเธอเองมากกว่าที่ไม่คุ้นเคยกับอาหารรสจัด
“คือฉันไม่ค่อยหิวน่ะค่ะ”
หญิงสาวโกหกคำโต พยายามคีบลูกชิ้นเข้าปากที่ยังแสบลิ้นไปหมด ตั้งแต่เช้ามามีแต่แซนวิชนไม่กี่คำตกถึงท้อง กับน้ำมะนาวปั่นอีกสองแก้ว ป่านนี้คงลงไปกัดแซนวิชหมดเกลี้ยงแน่แล้ว
เพื่อความรักต้องอดทนถึงขนาดนี้เชียวหรือ...
“แบมช้าจังป่านนี้ยังไม่มาอีก”
คนไม่หิวเปลี่ยนเรื่องคุย พอพูดจบก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาต่อสายตามตัวเพื่อน แต่กลับไม่มีสันญาณตอบรับใดๆ
ตั้งแต่รู้จักบราลีมาก็ตั้งแต่สมัยเรียน เพื่อนไม่เคยผิดนัดแม้แต่ครั้งเดียว หากมีเหตุสุดวิสัยจริงๆ ก็ต้องบอกกันบ้าง ไม่เคยหายไปเฉยๆ เหมือนในเวลานี้มาก่อนเลย
“โทรไม่ติดด้วย แย่จริง”
“คุณแบมอาจจะติดธุระรึเปล่าครับ”
“ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ งานของแบมไม่ค่อยแน่นอน บางทีอาจจะมีงานด่วนก็ได้”
หญิงสาวตอบแบบเป็นกลางไว้ก่อน มีบ้างเป็นบางครั้งที่อยู่ๆ เพื่อนก็ต้องแจ้นไปที่ทำงานในวันหยุดเพราะถูกตามตัวด่วน เมื่อวานก็ตกลงกันเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วว่าจะมาด้วยกันแน่ๆ มิหนำซ้ำบราลียังแซวไม่ขาดปากว่าไปตีเทนนิสวันเดียวก็ได้ครูฝึกเป็นเจ้ามือเสียแล้ว..
“เดี๋ยวฉันลองโทรเข้าหอพักของแบมดูดีกว่าถ้าไม่อยู่คงจะไปทำงานแล้วล่ะค่ะ”
เป็นไปดังคาด โทรศัพท์ที่หอพักก็ไม่มีคนรับสาย อดทนรออยู่หลายนาทีจนสายตัดไปสองรอบคนโทรถึงได้เงยหน้าบอกเจ้ามือด้วยน้ำเสียงหงอยๆ
“ไม่มีคนรับเลยค่ะ”
ชายหนุ่มยังไม่ได้ตอบอะไรเสียงจากหน้าโรงหนังก็ประกาศเรียกให้ผู้มีบัตรในรอบดังกล่าวเข้าโรงหนังได้ทั้งที่เลยเวลาฉายตามที่ระบุไว้บนหน้าบัตรไปกว่าห้านาทีแล้ว
“งั้นเราไปกันเลยดีกว่าครับ”
“อ้าว แล้วบัตรอีกใบ” หล่อนถามอย่างอดเสียดายแทนไม่ได้
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ช่างมันเถอะ”
หญิงสาวมองหน้าเจ้ามือด้วยความรู้สึกผิด นึกเคืองเพื่อนขึ้นมาหน่อยๆ ไม่น่าผิดนัดกันโดยไม่บอกกล่าว เลยตัดสินใจคว้าตั๋วส่วนเกินในมือชายหนุ่มมาถือไว้พร้อมกับบอกเขาอย่างมาดมั่น
“เดี๋ยวฉันจะไปจัดการแบมเองค่ะ”
นับตั้งแต่ไปเรียนต่อต่างประเทศจนกลับมาเริ่มทำงานทำการ อมราวดีแทบไม่ได้เฉียดใกล้โรงภาพยนตร์เลย โดยมากเธอจะมาเดินซื้อของกับบราลีมากกว่าพอมีใครชวนไปดูหนังที เธอก็ปฏิเสธไปเพราะคิดว่าตัวเองคงไม่ค่อยชอบดูหนัง แต่พอได้มานั่งเก้าอี้นุ่มๆ ตัวใหญ่เคียงข้างผู้ชายหล่อล่ำเข้าจริงๆ หนังบู๊ล้างผลาญตรงหน้าก็กลายเป็นน่าสนใจขึ้นมาทันที นี่ถ้ากลับไปเล่าให้บราลีฟัง มีหวังเพื่อนได้แซวไม่เลิกอีกตามเคย
มีอย่างที่ไหน เดทแรกผู้ชายดันพามาดูหนังต่อสู้ เลือดสาดกระจายท่วมจอขนาดนี้
พอคิดถึงคำว่า ‘เดท’ ขึ้นมา หญิงสาวก็หยุดความคิดของตัวเองแทบไม่ทัน เขาไม่ได้จงใจพามาเดทด้วยสักหน่อย ก็แค่โชคดี (หรือเปล่า) บราลีไม่ได้มาด้วย เธอเลยต้องมานั่งดูหนังกับเขาสองต่อสองเท่านั้นเอง ดังนั้นก็ไม่แปลกหรอกหากเขาจะเลือกหนังเลือดสาดตามความชอบส่วนบุคคล
พระเอกในจอยักษ์กำลังซุ่มโจมตีคนร้ายด้วยลีลากังฟูผสมกับใช้อาวุธสมัยใหม่ตามแต่โอกาสเอื้ออำนวย ผ่านฉากต่อสู้บู๊ล้างผลาญมาได้ครึ่งค่อนเรื่อง น้ำกับข้าวโพดคั่วถังใหญ่ในมือหญิงสาวก็หมดเกลี้ยง เหลือแต่น้ำแข็งก้อนๆ ให้หล่อนใช้หลอดเขี่ยเข้าปาก
ภาพยนตร์ใช้เวลาฉายประมาณสองชั่วโมงเศษ แต่เจ้ามือหันมาชวนหล่อนคุยเพียงสองสามครั้งเท่านั้นเกี่ยวกับฉากต่อสู้เลือกสาดในจอ และแทบจะไม่รอรับฟังความเห็นของหญิงสาวก็เบนความสนใจกลับไปยังจอภาพยนตร์ตามเดิม ทำเอาอมราวดีต้องหยิบข้าวโพดคั่วใส่ปากแก้หงุดหงิดเลยทีเดียว
ก๋วยเตี๋ยวเรือรสจัดจ้านลงถึงกระเพาะเพียงไม่กี่คำ ข้าวโพดคั่วเค็มๆ กับน้ำอัดลมเลยกลายเป็นของว่างล้างปากอีกทั้งประทังหิวชั้นดี หญิงสาวเริ่มอารมณ์ดีกลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้งเมื่อยามร่างกายได้รับพลังงาน
ฉากจบของภาพยนตร์ทิ้งท้ายไว้ที่ภาพตัวโกงของเรื่องรอดจากความตายราวปาฏิหาริย์โดยไม่รู้มีใครรู้ คล้ายจะทิ้งท้ายว่าอาจจะมีภาคสองตามมาหากหนังได้รับความนิยมมากพอ เลยจบทิ้งท้ายไว้ให้คนดูรอลุ้นไปในตัว
คุณไรซ์เดินยิ้มแย้มอารมณ์ดีออกจากโรงหนัง ผิดกับอมราวดีที่พยายามยิ้มสุดฤทธิ์แต่ไม่ค่อยจะไหวแล้ว
“ขอตัวเข้าห้องน้ำเดี๋ยวนะคะ”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับ ท่าทางจะแยกไปเข้าห้องน้ำชายเช่นกัน แต่เธอไม่ได้หันไปมอง ตรงดิ่งเข้าห้องน้ำหญิงทันใด
น้ำอัดลมแก้วใหญ่เร่งปฏิกิริยาเร็วกว่าที่คาด ห้องน้ำหน้าโรงหนังเต็มไปด้วยคนเข้าคิวรอหนาแน่น อมราวดีใจคอไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไม่อยากให้เขารอนาน แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่น
กว่าจะถึงคิวของเธอก็ใช้เวลานานพอสมควร พอเสร็จธุระยังไม่ทันได้ก้าวไปจากหน้ากระจกซึ่งมีอ่างล้างมือโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น
หญิงสาวกดรับโดยไม่ทันได้ดูหน้าจอ เพราะคิดว่าคงเป็นบราลี แต่เสียงที่ตอบกลับมากลายเป็นเสียงผู้ชาย
“หนังสนุกไหมครับ น้องวดี”
“คุณวัชรพ”
“เรียกพี่วัชก็ได้ คนกันเองทั้งนั้น” อีกฝ่ายเอ่ยปากอย่างใจกว้าง แต่หล่อนไม่ได้รู้สึกดีไปด้วย
“คุณวัชมีธุระอะไรรึเปล่าคะ” หล่อนพูดเข้าเรื่องทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาถามว่าเขาได้เบอร์โทรศัพท์ของเธอมาจากไหน เพราะรู้ดีว่าเขาคงหามาได้ไม่ยาก
“หนังเลิกแล้วใช่ไหมครับ”
เขาถามไปอีกทาง หญิงสาวได้แต่ตอบกลับอย่างงงๆ
“ค่ะ”
“ไปทานข้าวกับผมต่อนะ”
เมื่อหญิงสาวไม่ยอมเรียกพี่ เขาก็กลับมาใช้สรรพนามเดิมเช่นกัน สุ้มเสียงยังอารมณ์ดีอยู่
“คุณวัชกลับไปแล้วไม่ใช่หรอคะ”
“ผมอยู่ที่ลานจอดรถ ถ้าหนังเลิกแล้วก็ไปทานข้าวด้วยกันดีกว่าน้องวดี”
