[size=150]หลังจากทำปากกล้า พูดจาขวานผ่าซากกับวัชรพแล้ว บรรยากาศในรถก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ชายหนุ่มเลิกชักสีหน้าเย็นชาหงิกงอใส่ แต่เริ่มชวนคุยเรื่องทั่วๆ ไปซึ่งหนีไม่พ้นการนินทามารดาตัวเอง
“ผมก็ไม่อยากทำตัวเสียมารยาทแบบนี้หรอกนะครับ แต่บางครั้ง มันก็จำเป็นไม่อย่างนั้นบรรดาแม่ๆ ก็จะเริ่มคิดอย่างที่พวกท่านอยากจะคิด แล้วในที่สุดเราคงได้มีคู่หมั้น หรือแม้แต่ฤกษ์แต่งงานโดยไม่รู้ตัว”
“ฉันเข้าใจค่ะ แล้วก็ขอยืนยันตรงนี้อีกสักรอบก็ได้ว่าฉันไม่ได้คิดจะทำให้คุณเดือดร้อน ฉันก็ขัดผู้ใหญ่ไม่ได้เหมือนกัน ไมอย่างนั้นคงไม่ทำตัวเหมือนผู้หญิงไร้ค่าวิ่งไปให้ผู้ชายดูตัวถึงบ้านหรอกค่ะ”
“ผมขอโทษ จะให้ขอโทษอีกสักกี่ครั้งก็ได้ แต่ถ้าให้ดีเรามาเริ่มต้นกันใหม่ได้ไหม อย่างน้อยผมว่าพวกผู้ใหญ่คงไม่หยุดแค่นี้หรอก แล้วผมก็ไม่อยากทำตัวเสียมารยาทอีกแล้ว”
“ค่ะ” อมราวดีตอบสั้นๆ เพราะไม่รู้จะพูดอะไรต่อ หล่อนพูดในสิ่งที่พูดไปหมดแล้ว
“ขอโทษนะครับ ผมขอถามตรงๆ ไม่ทราบว่าคุณมีแฟนรึยัง”
“...” หญิงสาวพูดไม่ออก
ถ้าเป็นแฟน หรือคนรักเป็นตัวเป็นตนล่ะก็ไม่มีแน่ๆ
แต่มีใครบางคนในหัวใจนี่สิ... จะให้ตอบว่าอย่างไร
“พูดอย่างนี้ คุณวัชคงมีคนรักแล้วใช่ไหมคะ” หญิงสาวถามดักคอไว้ก่อน ไม่อยากให้เข้าเนื้อมากกว่าจะจับผิดเขา
“นี่หน้าผมบ่งบอกขนาดนั้นเลยหรือครับ” เขาถามกลั้วหัวเราะเสียอีก สีหน้ายิ้มย่องผ่องใส ดูท่าจะปลาบปลื้มกับความรักใช่ย่อย
“ดีใจด้วยนะคะ ผู้หญิงคนนั้นคงโชคดีที่สุดเลย” เธอเอ่ยอย่างจริงใจ “ว่าแต่ทำไมคุณถึงไม่บอกคุณหญิงป้าไปล่ะคะว่ามีคนรักแล้ว”
“ผมอยากให้เธอเรียนจบบินกลับมาเมืองไทยก่อนครับ ไม่อยากให้คุณแม่มีอคติตั้งแต่ยังไม่เจอหน้ากัน ระหว่างนี้เลยทำตัวเงียบๆ ไว้ก่อนจะดีกว่าไม่อยากให้มีปัญหา เอ๊ะ... เลี้ยวข้างหน้านี้ถูกไหม”
หญิงสาวมองตามที่เขาชี้แล้วรีบร้องบอก
“ค่ะ เลี้ยวซ้ายซอยหน้าเลย ยังไงก็ขอบคุณมากนะคะที่มาส่ง”
“ไม่เป็นไรครับ”
เขาตอบเรียบง่ายและเริ่มขยันยิ้มอย่างไม่น่าเชื่อ
พอวัชรพจอดรถให้หญิงสาวลงแล้วเขาก็ยังไม่ยอมกลับง่ายๆ เปิดประตูหยิบกระเป๋าเป้ของเธอมาถือให้ด้วยทีท่ากระฉับกระเฉงพอตัว
แม้จะถูกมารดาบังคับให้ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดกระโปรงเรียบๆ อมราวดีก็ยังอดหวังลึกๆ ไม่ได้ว่าอาจจะขอตัวเลี่ยงออกมาได้ในนาทีใดนาทีหนึ่ง หล่อนจึงติดกระเป๋าเป้ซึ่งบรรจุเสื้อผ้าสำหรับออกกำลังกายมาด้วย ก่อนจะออกจากบ้านคุณหญิงทิพอร เธอจึงเพียงแค่ไปหยิบเป้ที่หลังรถของตัวเองติดตัวมาด้วยเท่านั้น
“ผมไปส่ง”
“จะดีหรือคะ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ได้รีบไปไหน อีกอย่าง... ผมบอกตามตรงนะ นี่คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่คุณแม่จะให้ผมมาส่งคุณแน่ๆ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ตามมาเลยค่ะ”
อมราวดีเดินก้าวยาวๆ เข้าไปในสปอร์ตคลับด้วยทีท่าขัดเขินเล็กน้อย ตามปกติหล่อนมักจะสวมชุดทะมัดทะแมงมาที่นี่ให้สมกับมาใช้บริการสปอร์ตคลับ แต่ในวันนี้กลับกลายเป็นชุดกระโปรงลายดอกเล็กๆ สีหวาน ด้านบนตัวเสื้อเป็นคอวีแขนกุด อวดลำคอระหง ตัวเสื้อตัดเข้ารูปอวดส่วนเว้าส่วนโค้งของรูปร่างเพรียวสูง ดวงหน้าขาวใสถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพงลิบที่เพียงปัดป้ายไม่กี่ครั้ง ดวงหน้าขาวๆ ก็ชวนมองอย่างไม่น่าเชื่อแต่ถึงกระนั้น เจ้าตัวก็ยังอดรู้สึกกระดากไม่ได้เมื่อต้องเดินเข้าไปโดยมีผู้ชายถือของเดินตามมาติดๆ เป็นใครมาเห็นก็ย่อมเข้าใจเป็นของธรรมดา
และยังไม่พอเพียงเท่านั้น ใครบางคนที่เห็นเข้าพอดีกลับเป็นเขา... คุณไรซ์
“สวัสดีค่ะคุณอมราวดี วันนี้มาซะบ่ายเลยนะคะ” พนักงานหญิงที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรด้วยเอ่ยทักขึ้นด้วยหน้าตาแจ่มใสเอาใจลูกค้าขาประจำคนใหม่ไว้ก่อน
“เมื่อเช้าติดธุระนิดหน่อยค่ะ” หญิงสาวหันไปคุยด้วยเล็กน้อยด้วยไม่อยากเหลือบสายตาไปหาครูฝึกคนเก่ง ใจภาวนาให้เขาไม่ทันสังเกตและเดินหนีไปเสีย
ทว่าผิดคาด... ผู้ชายที่ควรจะเดินเลี่ยงไปที่อื่น หรืออย่างน้อยก็เก็บตัวอยู่แต่ในสนามเทนนิสเหมือนที่ผ่านมากลับเดินตรงเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“สวัสดีครับ” คุณไรซ์เอ่ยทักขึ้นก่อน ปรายตามองหญิงสาวครู่เดียวก่อนจะเบี่ยงไปจับจ้องอยู่ที่วัชรพอย่างจัง “คุณหนูดี... คุณ...”
วัชรพยื่นมือไปจับมือทักทายคนทักด้วยสีหน้างุนงงแต่ก็ยอมเติมคำในช่องว่างของครูฝึกต่อจนจบ
“ผมวัชรพครับ ยินดีที่ได้รู้จัก คุณ...”
“ผมชื่อไรซ์ครับ เป็นครูฝึกของคุณหนูดี แต่ดูเหมือนว่าวันนี้นักเรียนของผมจะเกเร เบี้ยวคลาสเสียแล้ว”
“เป็นความผิดของผมเองครับ คุยกับน้องวดีนานไปหน่อย หวังว่าคุณไรซ์คงไม่ถือสา”
วัชรพหัวเราะหึๆ ในขณะที่นักเรียนหนีคลาสได้แต่ทำตาโต มองสองหนุ่มอย่างงวยงง นี่ถ้าใครมาได้ยินเข้าคงคิดว่าทั้งคู่เปิดศึกชิงนางขนาดย่อมๆ ขึ้นแน่แท้
และแล้วบราลีก็ปรากฏกายขึ้นราวกับเหมือนมีทูตสวรรค์มาช่วยได้ทันการณ์ เพื่อนซี้ตรงปรี่มาหาด้วยสีหน้าสดใสทั้งที่น้ำเสียงออกไปทางบึ้งตึง
“ทำไมเพิ่งมายะหนูดี ฉันรอเธอตั้งนาน”
อมราวดีได้โอกาสรีบหันไปคว้ากระเป๋าเป้จากวัชรพพร้อมกับเอ่ยปากขอตัว
“เพื่อนของฉันมาแล้ว ขอบคุณที่มาส่งนะคะ”
“ด้วยความยินดีครับ”
ชายหนุ่มบอกเสียงนุ่ม ส่งยิ้มละมุนให้หล่อนอย่างจงใจทั้งที่มันไม่น่าจะเกิดขึ้น เพิ่งตกลงกันในรถได้ไม่ถึงสิบห้านาที เขาก็เปลี่ยนจากวิ่งหนีเป็นวิ่งไล่เสียแล้วหรือไร
วัชรพยอมเดินกลับไปแต่โดยดีทั้งที่เขาเพิ่งโยนระเบิดไว้ให้หล่อน ครูฝึกยังปักหลักไม่ยอมเดินไปไหน มิหนำซ้ำยังจ้องเธอด้วยสายตาแปลกๆ
“แล้วนั่นใครมาส่งเธอยะหนูดี หล่อเชียว” บราลีทำเหมือนไม่รู้เรื่องรู้ราวชวนคุยต่อหน้าตาเฉย
“คุณวัชรพ ลูกชายคุณหญิงทิพอร” เธอตอบเพื่อนไปเนือยๆ สายตายังอดเหลือบมองครูฝึกเป็นระยะไม่ได้
“โห นี่อย่าบอกนะว่าเมื่อเช้าไปกับหนุ่มหล่อมาถึงได้มาสาย”
“ยัยบ๊อง”
“แล้วมันจริงไหมล่ะหนูดี”
อมราวดีอ้าปากจะบอกเพื่อนว่าเมื่อเช้าหายไปไหนมา จงใจให้บุคคลที่สามได้ยินด้วย แต่คนที่อยากให้ได้ยินกลับพูดตัดบทเสียก่อน
“ไม่ทราบว่าคุณหนูดียังอยากเล่นเทนนิสอยู่ไหมครับ”
“เล่นสิคะ แต่ว่าฉันมาสายเอง”
“ไม่เป็นไรครับ พอดีวันนี้มีลูกค้าผมยกเลิกนัด ถ้าคุณยังอยากตีลูกสักหลาดอยู่ละก็ผมว่างถึงสี่โมงเย็น คุณแบมด้วยนะครับถ้าสนใจ”
คำเชิญชวนแกมหยิ่งยโสของเขาไม่ได้ทำให้หญิงสาวขุ่นเคืองแต่อย่างใด แม้จะขัดหูไปบ้างแต่เธอก็ยังอยากใช้เวลาใกล้ชิดเขาอยู่ดี แม้จะเป็นเพราะหน้าที่การงานของเขาก็ตามที
แค่ได้อยู่ใกล้เขา... เธอก็พอใจแล้ว
“สนใจค่ะ ขอเวลาฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าเดี๋ยวเดียว แบมเธอไปคอยที่สนามเทนนิสก่อนก็ได้นะ” เธอบอกทั้งครูฝึกและเพื่อนเสียงกังวานใส แต่แล้วไม่รู้บราลีนึกอะไรขึ้นถึงได้เอ่ยขัดคอเสียอย่างนั้น
“ไม่ดีกว่าหนูดี ช่วงบ่ายแดดร้อนจะตาย ผิวเสียหมด อีกอย่างที่นัดไว้ตอนสิบโมงครึ่งแล้วเธอไม่มาน่ะ ฉันเล่นแทนไปแล้ว เหนื่อยจะแย่ ขอตัวไปลงสระว่ายน้ำหรือไม่ก็เข้าสปาดีกว่า”
“อ้าว...” คนมาสายร้องได้เท่านั้นเพื่อนก็ไม่รอฟังเสียงหันไปบอกชายหนุ่มสั้นๆ ด้วยรอยยิ้มหวานหยดเช่นเคย
“ไม่ว่ากันนะคะคุณไรซ์”
“ถ้าเป็นความปรารถนาของคุณแบมผมจะไปว่าอะไรได้ครับ”
เขาพูดทีเล่นทีจริงและยิ้มตอบบราลี ทำเอาคนยืนมองใจแกว่ง
หล่อนมาสายเพียงครั้งเดียว ทำให้ต้องพลาดอะไรไปมากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ
“งั้นไว้เจอกันนะ” บราลีเอ่ยทิ้งท้ายก่อนจะปลีกตัวไปทักทายผู้ชายคนหนึ่งที่เพิ่งเดินเข้ามาในสปอร์ตคลับด้วยทีท่าเป็นกันเองราวกับเคยรู้จักกันมาเนิ่นนาน
“สวัสดีค่ะคุณธนาภพ เมื่อวานไม่เห็นมาเลยงานยุ่งเหรอคะ”
อมราวดีมองตามหลังเพื่อนไปอย่างทึ่งจัด ว่ากันตามตรงหล่อนมาใช้บริการที่นี่บ่อยยิ่งกว่าบราลีเสียอีก แต่คนที่มนุษยสัมพันธ์ดีเที่ยวรู้จักคนนั้นคนนี้ไปทั่วกลับกลายเป็นคนที่ไม่ค่อยได้มาไปเสียได้
บราลีค่อนข้างเข้ากับคนได้ง่าย ยิ้มแย้มแจ่มใสและมีมุขสารพันมาคุยกับคนแปลกหน้าได้อย่างไม่รู้จบสมกับงานด้านประชาสัมพันธ์เงินเดือนสูงลิบที่เธอทำอยู่ ในขณะที่ผู้บริหารสาวอย่างอมราวดีกลับเอาแต่วางมาดนิ่งๆ หรือไม่ก็หวาดสายตาแลหาแต่ใครบางคนจนไม่ทันได้ทำความรู้จักกับสมาชิกคนอื่นๆ เหมือนอย่างเพื่อน
หญิงสาวอยากจะเอ่ยปากขอบคุณเขาที่อุตส่าห์เดินมาชวนเธอด้วยตนเอง ถึงแม้ว่าเธอจะต้องจ่ายค่าชั่วโมงครูฝึกเพิ่มก็ตามที นับเป็นครั้งแรกที่เธอไม่รู้สึกเสียดายเงินเลยแม้แต่น้อย
“คุณมาสาย” คุณไรซ์ตำหนิเสียก่อนที่หล่อนจะเปิดปากพูด
“ขอโทษจริงๆ ค่ะฉันติดธุระแบบไม่คาดฝัน”
“ช่างมันเถอะ อีกสิบนาทีเจอกันที่สนาม”
สิ้นเสียงชายหนุ่ม เขาก็กลับหลังหันเดินตรงหายเข้าไปในสปอร์ตคลับทันที ทิ้งให้อมราวดียืนงงเป็นไก่ตกแตกอยู่ลำพัง
เขามาอารมณ์ไหนกันแน่
เธอไม่มีเวลาคิด สิบนาทีของเขาเริ่มจะหมดลงไปทุกที ได้แต่เดินตรงไปห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าแต่ก็ยังอดครุ่นคิดไม่ได้
เขาทำอย่างกับหึงหวงเธออย่างนั้นแหละ ถ้าเขาไม่ได้คิดอะไรกับเธอเลยแล้วจะไปพูดจาบ้าระห่ำกับวัชรพทำไม...
หรือว่าเขาเพียงหงุดหงิดที่เสียลูกค้า
เธออยากคิดเข้าข้างตัวเองเหลือเกินว่าเขาก็สนใจเธออยู่บ้าง
แต่แล้วคำตอบสุดท้ายกลับต้องย้ำเตือนตัวเองด้วยเหตุผลสำคัญที่ว่า... เขามาชวนก็แค่ทำตามหน้าที่เท่านั้น ไม่ได้มีอะไรมากมายกว่านั้นจริงๆ
สนามเทนนิสขนาดมาตรฐานพื้นสีเขียวซีดๆ ตั้งอยู่ติดกับคอร์ดแบดมินตัน และลานจอดรถ แต่ก็มีรั้วค่อนข้างสูงเป็นซี่กรงสูงราวๆ ตึกสองชั้นทำให้ไม่รู้สึกกระดาก หรือประเจิดประเจ้อนักเมื่อยามที่เธอต้องสวมกระโปรงสั้นๆ ลงมาสนาม
หญิงสาวเปลี่ยนจากชุดกระโปรงสีหวานมาเป็นเสื้อกีฬาคอโปโลสีขาวกับกระโปรงที่มีกางเกงอยู่ด้านในสีน้ำทะเล ตัวกระโปรงจับจีบพับด้านหลังเล็กน้อยพอให้ก้าวได้สะดวก ความยาวเพียงครึ่งน่องเท่านั้นเจ้าตัวเลยต้องรีบทาครีมกันแดดอย่างเร่งด่วนก่อนที่จะทำให้คุณไรซ์ต้องรอนานไปกว่านี้
“มาแล้วค่ะ”
เธอวิ่งกระหืดกระหอบมาถึงสนามเทนนิสจนได้ ในมือมีไม้เทนนิสที่เพิ่งไปถอยมาใหม่เอี่ยมจากห้างสรรพสินค้าเมื่อวานนี้ ราคาอยู่ในขั้นกลางๆ ไม่สูงมากเกินไปแต่ก็ไม่ถึงกับคุณภาพต่ำเพราะยังไม่แน่ใจว่าจะต้องการใช้งานไปอีกนานแค่ไหน
สินค้าทุกชนิดในสายตาของเธอไม่มีอะไรถูก และไม่มีอะไรแพงถ้าหากเราได้ใช้งานมันให้คุ้มค่าเพียงพอให้สมกับราคาที่ซื้อมา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังถูกเพื่อนซี้กระแนะกระแหน่บ่อยๆ ว่างกอยู่ดี
เมื่อวานสองคู่ซี้ไปเดินห้างสรรพสินค้า อมราวดีถูกเพื่อนแซวไปตลอดทางเรื่องลงทุนซื้อไม้เทนนิสราคาหลักพัน มิหนำซ้ำยังซื้อกระโปรงสั้นไว้สำหรับการเล่นเนททิสครั้งแรกในชีวิตอีกด้วยยิ่งผิดปกติไปกันใหญ่ แต่หารู้ไม่ว่าการสมัครสมาชิกสปอร์ตคลับตามด้วยการลงทุนซื้อเครื่องกีฬามากมายอย่างไม่น่าเชื่อเหล่านี้ต่างหากเล่าที่ถือว่า ‘ผิดปกติ’ สำหรับเธอ
ที่ทำทั้งหมดก็เพื่อเขา... ผู้ชายที่ยืนตีหน้าเคร่งอยู่ตรงหน้าเธอคนนี้โดยแท้
ครูฝึกถือลูกเทนนิสสีเขียวใบตองซีดไว้ในมือ โยนขึ้นลงกลางอากาศฆ่าเวลาเล่น สีหน้าขรึมๆ ของเขาทำเอาหญิงสาวขยาดไม่ค่อยอยากเดินเข้าไปใกล้ แม้หัวใจจะร่ำร้องเพียงใดก็ตาม
“คุณเคยเล่นเทนนิสมาก่อนไหม”
“นิดหน่อยค่ะ”
‘นิดหน่อย’ ของอมราวดีก็คือการนั่งหน้าจอโทรทัศน์เวลามีถ่ายทอดสดการแข่งขันเทนนิสในระดับนานาชาติโดยที่ยังมีงานกองอยู่ตรงหน้าให้สะสางเท่านั้น
สีหน้าคุณไรซ์ยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ ปีกหมวกด้านหน้าช่วยบังแสงแดดได้กว่าครึ่งค่อนใบหน้า แต่กลับทำให้หญิงสาวได้เห็นเสี้ยวหน้าเรียบตึงถนัดตาขึ้นไปอีกเลยต้องรีบขยับปากบอกข้อมูลอย่างเอาใจ
“แต่ฉันพอรู้กติกาการนับคะแนน รู้จักเส้นสนาม พอรู้ศัพท์บางคำที่เกี่ยวกับเทนนิส” หล่อนพูดเหมือนเด็กอยากอวดความรู้ น้ำเสียงใสเริ่มจะขุ่นขึ้นมาเล็กน้อยไม่ต่างจากชายหนุ่ม
ครูฝึกยืนฟังนิ่งงันเหมือนกำลังฟังหล่อนคุยโวไร้สาระไม่ได้ความ หญิงสาวเลยเริ่มโมโหขึ้นมาบอกเขาเสียงดัง
“ตรงที่คุณยืนอยู่เป็นเส้นหลังของสนามไว้ยืนเวลาเสิร์พลูก ตอนเสิร์พก็ยืนวางปลายเท้าข้างหนึ่งมาขนานกับเส้นหรือไม่ก็ชี้ไปที่มุมของเส้นหลังจะได้ขยับตัวหมุนไปตีลูกได้ถนัด เดี๋ยวนี้ยิ่งนิยมลูกเอชอยู่ด้วย ตีทีเดียวได้ทั้งแต้ม ได้ทั้งเสียงฮือฮา แถมยังทำให้คู่ต่อสู้ได้แต่ยืนมองอย่างเดียว”
หน้าคุณไรซ์ยังไม่เปลี่ยนไปเท่าไหร่ แต่ทันทีที่เขาเอ่ยปาก หล่อนถึงได้รู้ว่าตัวเองกำลังอารมณ์กระเจิดกระเจิงน่าขายหน้า
“ผมค่อนข้างทึ่งนะคุณหนูดี ดูท่าคุณคงเป็นลูกศิษย์ที่เรียนรู้เร็วไม่น้อยเลย”
สิ้นเสียงชายหนุ่มก็อมยิ้มเหมือนจะกลั้นเสียงหัวเราะไว้ แต่อมราวดีนี่สิ รับไปเต็มๆ แต่ก็นับว่าคุ้มค่าไม่น้อย
หลังจากปล่อยไก่ไปหนึ่งเล้าบรรยากาศระหว่างเธอและเขาก็ดูจะผ่อนคลายลงไปมาก ครูฝึกหน้าตาเคร่งขรึมหายไปแล้ว ที่ยืนอยู่ใกล้หล่อนในเวลานี้กลายเป็นครูฝึกยิ้มง่าย ช่างพูด และใส่ใจในทุกๆ รายละเอียดขึ้นมา
“ตามองที่ลูก กะระยะการตีให้ดี”
เขาตะโกนบอกเป็นระยะเมื่อเห็นว่าการตีลูกเทนนิสบนสนามจริงครั้งแรกในชีวิตของหล่อนเริ่มไขว้เขว
อมราวดีพยายามเรียนรู้จากเขาให้ได้มากที่สุด ทั้งที่หล่อนไม่เคยชอบเทนนิสมากไปกว่าการนั่งดูมืออาชีพเล่นผ่านหน้าจอโทรทัศน์เหมือนเดิมอยู่ดี แต่ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่ก็ดูเหมือนว่าจะทำให้เขาชื่นชมเธอมา
