วันเสาร์มาเยือนอีกครั้งและกลายเป็นสุดสัปดาห์ที่อมราวดีมีโปรมแกรมเพียงอย่างเดียว... ใช้เวลาทุกนาทีที่สปอร์ตคลับ หรือถ้าจะเรียกให้ถูก... เพื่อคุณไรซ์...
การได้พบหน้าชายหนุ่มอีกครั้งก็ยังไม่ได้ช่วยให้หญิงสาวรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขามากนัก ประสบการณ์ด้านความสัมพันธ์ของเธอค่อนข้างน้อยมากเมื่อเทียบกับเพื่อนสนิท แต่ถึงอย่างนั้น อมราวดีก็ยังไม่ยอมเปิดปากเล่าความนัยให้เพื่อนฟังอยู่ดี
“นั่นจะไปไหนอีกวดี สองสามอาทิตย์มานี่ แม่ไม่เคยเห็นเราอยู่บ้านเลยนะ”
คุณหญิงผกากรองเอ่ยทักบุตรสาวที่กำลังสะพายเป้ขึ้นหลัง ตั้งท่าจะไปหยิบรองเท้าผ้าใบมาสวม
ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนอยู่ไม่ติดบ้านเลยตลอดเดือนที่ผ่านมา ตกเย็นเลิกงานก็ไม่รู้หายไปไหนกว่าจะกลับบ้านก็ค่ำมืดจนนางเข้านอนไปแล้ว ส่วนวันหยุดสุดสัปดาห์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ออกจากบ้านตั้งแต่เช้าแถมยังกลับบ้านค่ำไม่ต่างจากวันทำงาน ทั้งที่ปกติบุตรสาวของนางออกจะเป็นคนรักบ้านเสียยิ่งกว่าอะไร ขนาดช่วงที่บริษัทงานยุ่งๆ ก็ยังหอบกลับมาทำที่บ้าน แต่นี่อะไร... ออกแต่เช้ากลับค่ำมืดได้ทุกวัน
“วดีนัดแบมไว้ค่ะ จะไปสปอร์ตคลับกัน” หญิงสาวตอบสั้นๆ หยิบรองเท้ากีฬาขึ้นมาสวมแต่มารดาไม่ค่อยเห็นด้วย
“อะไร สปอร์ตคลับอีกแล้ว เมื่อวานก็ไปไม่ใช่เหรอ”
“ค่ะ” หล่อนยอมรับเสียงแผ่ว
“วันนี้จะไปอีกแล้ว”
“วันนี้ว่าจะไปตีเทนนิสค่ะ เมื่อวานไปว่ายน้ำ”
“อะไรจะขนาดนั้น ไปได้ทุกวันเลย”
“โธ่แม่ค่ะ ไปมากไปน้อย ก็ไม่ได้เสียเงินเพิ่มซะหน่อย”
“เรื่องเงินน่ะช่างมันเถอะ แต่วันนี้แม่มีธุระ ว่าจะให้วดีไปกับกับแม่ด้วย”
“ไปไหนคะแม่ วันนี้วดีนัดแบมไว้แล้วนะคะ”
“แม่นัดคุณหญิงทิพอรไว้ จำได้รึเปล่า”
“คุณป้าอร เพื่อนเก่าของแม่น่ะหรือคะ”
“นั่นแหละจ๊ะ” นางพยักหน้ารับด้วยความพึงพอใจในความทรงจำของบุตรสาว “วดีไปกับแม่นะ”
“แม่ไปคนเดียวไม่ได้หรือคะ เดี๋ยววดีขับรถไปส่งก็ได้”
“ไม่ได้จ๊ะ คุณหญิงทิพอรบ่นอยากเห็นหน้าวดีมาตั้งหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่กลับจากอังกฤษมายังไม่ได้เจอเลยสักที”
“แล้วทำไมต้องเจอด้วยล่ะค่ะแม่”
“วดี...” มารดาลากเสียงยาวอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เล็กน้อย ลูกสาวเลยต้องตรงเข้าไปกอดแขนประจบ
“โธ่ วดีหมายความว่าคุณหญิงป้าเป็นเพื่อนคุณแม่นะคะ จะอยากเห็นหน้าวดีไปทำไม”
“อ้าว... หน้าหลานสาวคนสวยก็ต้องอยากเห็นเป็นของธรรมดาอยู่แล้ว อะไรกันกลับจากอังกฤษมาร่วมปีแล้วนะ ยังไม่ยอมตามแม่ไปพบคุณหญิงทิพอรสักทีเลย”
“วดีไม่รู้จะไปทำอะไรนี่คะแม่” หญิงสาวตอบเลี่ยงไว้ก่อน พอจะจับเค้าลางความผิดปกติได้จากคำชักชวนของมารดาเลยตัดสินใจถามไปตรงๆ
“นี่แม่อย่าบอกนะคะว่าอยากให้วดีไปพบเพื่อนของแม่เพื่อจะให้คุณหญิงป้าดูตัว ดีไม่ดีจะได้พบกับลูกชายของคุณหญิงป้าอีกทีด้วย”
คุณหญิงผกากรองยกมือขึ้นทาบอกด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกโตขึ้นมองบุตรสาว ปากก็จุ๊ๆ ส่ายหน้าไม่พอใจ
“ตายจริง ลูกสาวแม่ พูดจาน่าเกลียดนักเชียว”
“ก็แล้วมันจริงรึเปล่าล่ะคะ” คนพูดน่าเกลียดทำหน้าคว่ำใส่มารดา “วดียังไม่ลืมหรอกนะคะ หนก่อนแม่ก็พาวดีไปพบพี่วนัส ลูกชายเพื่อนคุณพ่อทีนึงแล้ว ยังเจ็บใจไม่หายเลย”
“เจ็บใจอะไรนักหนาหือวดี เราน่ะแสบนักเชียวเรื่องอะไรไปว่าพี่เขาแรงๆ แบบนั้น”
“วดีไม่ได้ว่านะ วดีพูดความจริง”
“ความจริงอะไร แม่ไม่เชื่อหรอก”
“เชื่อเถอะค่ะ ผู้ชายที่กรีดนิ้วหยิบของตกแบบนั้น เป็นประเภทชอบไม้ป่าเดียวกันแน่นอน คุณแม่อย่าพยายามเสียให้ยากเลย วดียังไม่อยากแต่งงานเพื่อปิดบังสถานะที่แท้จริงให้ใคร”
“ตาย... ตาย... ลูกสาวฉัน ใครสั่งใครสอนให้พูดจาขวานผ่าซากขนาดนี้กันนะ”
“แต่มันก็เรื่องจริงนี่คะแม่ วดีว่าแม่เลิกพยายามจับคู่ให้วดีกับบรรดาลูกชายเพื่อนๆ ของแม่เถอะค่ะ มันไม่สำเร็จหรอก วดีจะแต่งงานกับคนที่วดีรักเท่านั้น”
“แล้วเมื่อไหร่แม่ถึงจะได้สมหวังกัน วดีไม่ยอมมีแฟนสักที”
“ก็อยากมีหรอกค่ะ แม่ไม่ต้องเป็นห่วง”
หญิงสาวตอบไปใจก็เริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ส่งไปยังสนามเทนนิสรวดเร็วจนแม้แต่ตัวเองยังแปลกใจ นี่เธอชอบเขามากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ
“อยากมีแสดงว่ายังไม่มี”
เสียงมารดาเอ่ยอย่างผิดหวังหน่อยๆ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นการออกคำสั่ง
“ไปเลยวดี ไปเปลี่ยนชุด วันนี้ไปพบคุณหญิงทิพอรกับแม่”
“แต่วดีนัดเพื่อนไว้แล้ว...”
“ก็โทรไปยกเลิกเสีย”
“แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่จ๊ะ เกเรจริงเชียว ไม่อยู่บ้านตั้งเกือบเดือน ให้ไปเป็นเพื่อนแม่แค่วันเดียวจะไม่ได้เลยรึไง แม่ชักอยากรู้แล้วสิว่าสปอร์ตคลับนี่มันมีอะไรดี”
“ว้า... แม่คะ วันหลังไม่ได้เหรอ”
อมราวดีต่อรองเสียงอ่อย ใจหล่อนน่ะวิ่งไปถึงสปอร์ตคลับเสียตั้งแต่เช้ามืดแล้ว กว่าจะนัดวันจองตัวครูฝึกสอนเทนนิสนามว่า ‘ไรซ์’ ได้ เล่นเอาเหงื่อแทบตก แล้วอยู่ๆ จะไปไม่ได้ได้ยังไง
นับจากวันที่รู้แน่ว่าเขาประจำอยู่ยังสนามเทนนิส หญิงสาวก็ไม่รอช้า อาศัยจังหวะที่เพื่อนไม่อยู่ไปติดต่อเจ้าหน้าที่ขอนัดเวลาทันที แต่กว่าเขาจะมีคิวว่างก็อีกเกือบหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ
“วันนี้แหละ แม่นัดคุณหญิงทิพอรไว้แล้วตอนเที่ยงตรง แล้วเดือนหน้าคุณหญิงทิพอรก็จะเดินทางไปต่างประเทศคงไม่ได้เจอกันอีกยาว วันนี้แหละเหมาะที่สุด”
“แต่วดีมีนัดแล้วนะคะแม่”
“นี่ไปกับแม่สักวันจะเป็นไรนักหนาวดี ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเดี๋ยวนี้ เลือกชุดกระโปรงสีส้มที่แม่เพิ่งซื้อให้ก็ได้”
“แต่...”
“ถ้าวดีไม่ยอมไปกับแม่ แม่ก็ชักสงสัยแล้วสิ สปอร์ตคลับมันมีอะไรดีนักหนา บ้านช่องไม่รู้จักอยู่” คุณหญิงผกากรองเริ่มมองบุตรสาวด้วยหางตา เสียงเข้มงวดขึ้นเป็นลำดับ แล้วก็ได้ผลดังคาด อมราวดีค่อยข้างหัวอ่อนกับบิดามารดามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
“ก็ได้ค่ะแม่ รอวดีสักยี่สิบนาทีนะคะ”
บ้านของคุณหญิงทิพอรตั้งอยู่ย่านใจกลางเมือง การเดินทางในช่วงเที่ยงของวันเสาร์รถราจึงติดพอสมควรกว่าทั้งคู่จะมาถึงก็เลยเวลานัดไปกว่าครึ่งชั่วโมง แต่กระนั้นเจ้าของบ้านก็ยังส่งยิ้มกว้างให้ผู้มาเยือน
“โอ้โห หนูวดี ป้าไม่ได้เจอแค่ไม่กี่ปีโตเป็นสาวเต็มตัว แถมยังสวยเสียด้วย สวยเหมือนแม่ไม่มีผิดเลย”
เจ้าบ้านเอ่ยปากชมเสียหวานหยดแต่ผู้หญิงคนสวยได้แต่เอ่ยขอบคุณเบาๆ ตามมารยาทปล่อยให้เพื่อนรักได้ทักทายกันไปตามประสา
หญิงสาวนั่งกระสับกระส่ายร้อนรน ใจล่องลอยไปถึงสนามเทนนิสแล้วเรียบร้อย นึกอยากรู้เสียจริง ป่านนี้คุณไรซ์คนดีกำลังทำอะไรอยู่ จะมีผู้หญิงคนไหนมาแทรกคิวที่เธอจองไว้ไหม ยิ่งคิดยิ่งเจ็บใจตัวเอง
ทำได้แค่คิดถึงเท่านั้นเองหนอ... อมราวดี
“ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้วหนูวดี” คุณหญิงทิพอรชวนคุยระหว่างเชื้อเชิญเข้าไปนั่งในห้องรับแขก
“ยี่สิบห้าค่ะ”
“อายุแค่นี้ไปทำงานแทนพ่อแม่แล้วเหรอนี่ เก่งจริงๆ เลยหนูวดี” เจ้าบ้านเอ่ยชมไม่ขาดปากก่อนจะหันไปพูดกับเพื่อน “แหม... ฉันละอิจฉาเธอจริงๆ นะ มีลูกสาวทั้งสวยทั้งเก่งขนาดนี้ นี่ได้ข่าวว่าจบปริญญาโทจากอังกฤษเลยใช่ไหม”
“ใช่แล้วค่ะคุณพี่ ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของผกาเลยนะคะ วดีเป็นเด็กดีไม่เคยทำเรื่องปวดหัวให้พ่อแม่เลยสักครั้ง”
“ชักอิจฉาแล้วสิ ถ้าฉันมีลูกสาวอย่างเธอคงจะดีไม่น้อย”
“แหม... คุณพี่ละก็ คุณพี่ยังมีลูกชายไม่ใช่หรือคะ จะมาอิจฉากันทำไม”
นั่นไง เข้าเรื่องจนได้ อมราวดีนั่งยกมือขึ้นท้าวคาง ลืมรักษามารยาทไปชั่วขณะ
พบหน้ากันไม่ทันถึงสิบนาทีทั้งแม่ ทั้งเพื่อนแม่ก็วกเข้าเรื่องจนได้
“อุ๊ย... ตาวัชน่ะหรือคะ วันๆ ไม่เคยเห็นหน้าเลย ไม่รู้ไปไหนนักหนา ยังดีหรอกค่ะที่พอจะพึ่งพาเรื่องธุรกิจครอบครัวได้ ส่วนเรื่องอื่นๆ นี่ยากค่ะ เค้าโตแล้ว เราจะไปกะเกณฑ์อะไรมากก็ไม่ดี”
“แล้ววันนี้ไม่อยู่หรือคะลูกชายคุณพี่”
“อยู่สิคะอยู่ เพิ่งบินกลับมาจากฝรั่งเศสเมื่อคืนนี้เอง เดี๋ยวคงจะลงมาร่วมโต๊ะด้วยกัน แต่ยังไงต้องขอโทษน้องผากด้วยนะคะ ลุกชายพี่นี่เสียมารยาทจริงเชียว”
“อุ๊ย ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณพี่ เค้าคงอยากพักผ่อนน่ะ ทำงานมาเหนื่อยๆ”
ว่าแล้วคุณหญิงทิพอรก็เชื้อเชิญทุกคนไปรอที่โต๊ะอาหาร เอ่ยปากขอตัวไปสั่งการเด็กๆ ให้ตั้งโต๊ะสักครู่ แต่มันเป็นครู่ใหญ่ทีเดียว จนอมราวดีเริ่มมั่นใจ เห็นทีอาหารคงพร้อมแล้ว แต่คนมาร่วมโต๊ะต่างหากที่ยังไม่พร้อม
หญิงสาวรู้สึกแย่กับตัวเองหน่อยๆ ที่ต้องมานั่งปั้นหน้ายิ้มแย้ม ทั้งที่มันเหมือนกับว่าหล่อนแบกหน้ามาให้ผู้ชายดูตัวถึงบ้าน แถมหัวใจเกเรของเธอก็ไม่ได้อยู่กับตัวเธออีกต่อไปแล้วด้วย
แล้วการณ์ก็เป็นไปดังคาด ตาวัช หรือวัชรพ บุตรชายของคุณหญิงทิพอรก็ทำหน้าบูดบึ้งลงมารับแขกด้วยหัวยุ่งๆ ในชุดเสื้อยืดกางเกงวอล์ม โดยไม่สนใจจะคิดถึงหน้าตาของมารดาเลยแม้แต่น้อย
อาหารกลางวันที่ควรจะชื่นมื่นเลยกร่อยลงทันตาเมื่อหนุ่มเจ้าบ้านเอาแต่ก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารราวกับหิวโซมาเป็นแรมเดือน ไม่ว่าคุณหญิงทั้งสองพูดคุยอะไรกันเขาก็ไม่สนใจ
อมราวดีแอบยิ้มอยู่คนเดียว วัชรพก็เป็นผู้ชายที่ดู ‘ใช้ได้’ อยู่หรอก ทั้งรูปร่างหน้าตา ถึงผิวจะออกกร้านแดดไปสักหน่อย แต่หน้าของเขาก็ดูคมคายไม่เลวเลย เขาชักสีหน้าบูดบึ้งเอาแต่ใจเหมือนเด็กไม่รู้จักโตเสียอย่างนั้น เห็นแล้วก็อดนึกสงสารคุณหญิงทิพอรผู้เป็นมารดาไม่ได้จริงๆ
ใบหน้าคมคายเรียกว่าหล่อแบบเข้มๆ ของวัชรพทำให้หญิงสาวอดไม่ได้นึกเปรียบเทียบไปกับใครบางที่ป่านนี้คงตากแดดอย่างกลางสนามเทนนิสนั่นแล้ว แต่ไม่ยักจะดำอย่างควรจะเป็น
หลังจากมื้ออาหารชวนอึดอัดแล้ว อมราวดีคาดว่าแม่คงจะเอ่ยปากขอลาเจ้าภาพทันที แต่ยังไม่ทันได้ลุกจากโต๊ะอาหารเพื่อนตัวแสบก็ติดต่อมาให้โทรศัพท์มือถือของเธอแผดเสียงบนโต๊ะอาหารอย่างเสียมารยาท
“ขอโทษค่ะ วดีขอตัวสักครู่นะคะ”
หญิงสาวเอ่ยปากขอตัวพร้อมกับลุกจากโต๊ะเลี่ยงออกมาคุยด้านนอกห้อง แต่เสียงบราลีก็ดังสวนมาเสียก่อน
“เธออยู่ที่ไหนหนูดี ฉันรอตั้งนานแล้วนะ”
“รู้แล้วแบม ฉันกำลังจะไปเดี๋ยวนี้แหละ รอหน่อยสิ”
อมราวดีไม่รอฟังคำตอบจากเพื่อนกดวางสายลงทันที แล้วถึงหันกลับไปส่งยิ้มเจื่อนๆ ให้คุณหญิงป้า
“จะรีบไปไหนหรือหนูวดี”
หญิงสาวแทบถอนหายใจโล่งออกที่โดนตำหนิ และรีบคว้าโอกาสตรงหน้า
“คือวดีนัดเพื่อนไว้น่ะค่ะ จะไปสปอร์ตคลับกัน”
“อ้าว รีบรึเปล่าหนู”
“ไม่เป็นไรค่ะ เพื่อนวดีคงรอได้”
“ตายจริง เสียเวลาหนูแย่เลย ถ้าอย่างนั้นให้หนูวดีกลับไปก่อนดีไหมคุณผกา ดูท่าจะรีบ”
‘คุณผกา’ ไม่รู้จะว่าอย่างไรได้นอกจากต้องตอบรับสถานเดียว
“ก็ได้ค่ะ แต่ว่าผกากับลูกเอารถมาแค่คันเดียว”
“จะไปยากอะไร เดี๋ยวฉันให้คนรถไปส่งคุณผกาก็ได้”
“ไม่อยากรบกวนน่ะค่ะ” แขกบอกเสียงอ่อน ไม่อยากรบกวนจริงดังปากว่าหรือมีเหตุผลแอบแฝงก็ไม่รู้ แต่ในที่สุดเจ้าบ้านก็หาทางออกได้ในที่สุด
“ถ้าอย่างนั้น เอาแบบนี้ดีกว่า ตาวัช... ขับรถไปส่งหนูวดีที่สปอร์ตคลับหน่อยไป แม่กับคุณหญิงผกากรองมีธุระจะคุยกันต่อ ตอนเย็นคุณหญิงผกากรองจะได้ขับรถกลับเอง ไม่ต้องเทียวไปเทียวมาหลายรอบ”
“อ้าว แม่ครับ ทำไมมาลงที่ผม”
“วันนี้ว่างไม่ใช่หรือเรา ไปส่งน้องหน่อยจะเป็นไรนักหนาหือ”
ชายหนุ่มยังไม่ทันเอ่ยปากค้านอะไร คุณหญิงทิพอรก็จัดแจงเรียกเด็กในบ้านมาสั่งการทันที
“ให้ใครไปเปิดประตูที คุณวัชจะเอารถออก”
อมราวดีมองใบหน้าบึ้งตึงของชายหนุ่มแล้วอยากกระโดดลงจากรถ แต่สายไปเสียแล้ว ในที่สุดวัชรพก็ยอมขับรถสปอตคันหรูออกไปส่งเธอจนได้
พอเธอบอกจุดหมายปลายทางแล้ว ชายหนุ่มก็ไม่ยอมเปิดปากพูดอะไรอีกเลย สายตาจ้องอยู่แต่ถนนเบื้องหน้าราวกับคนแก่หัดขับรถ เขากระด้างจนหล่อนต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว
“คุณวัช... ขออนุญาตเรียกคุณวัชนะคะ”
“ครับ” เขาตอบสั้นๆ ไม่ยอมหันมามองหน้าเสียด้วยซ้ำ
“ฉันว่าคุณเข้าใจอะไรผิดไปรึเปล่าคะ”
“อะไรหรือครับ”
“ไม่ว่าคุณจะคิดอะไรอยู่ก็ตามนะคะ ฉันแค่อยากจะขอทำความเข้าใจไว้ก่อนว่าฉันไม่เห็นด้วยกับการกระทำของผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นขอให้คุณสบายใจได้ว่า นี่คงเป็นการพบหน้ากันครั้งสุดท้ายระหว่างเรา ฉันไม่ได้รังเกียจคุณนะคะ แต่ก็ไม่อยากให้ทำท่าเหมือนฉันเป็นตัวประหลาดประดับรถคุณเหมือนกัน”
วัชรพดุจะอึ้งไปเล็กน้อย ในที่สุดเขาก็ยิ้มพร้อมกับคำชมเชย
“พูดได้ตรงดี”
“ขอบคุณค่ะ และถ้าคุณอึดอัดใจนักละก็จอดให้ฉันลงแถวนี้ก็ได้”
ชายหนุ่มหันมามองหน้าเธอเป็นครั้งแรกนับตั้งก้าวขึ้นรถมา สายตาเขาเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่เพิ่งได้ยิน ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่ครู่ใหญ่แต่ในที่สุดเขาก็เอ่ยออกมา
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ ผมก็แค่ไม่ชอบในสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำเหมือนกัน และรู้สึกยินดีเช่นกันที่คุณคิดเหมือนผม และผมก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไร ตรงกันข้ามเลยครับผมชื่นชมในความกล้าของคุณจริงๆ เพราะฉะนั้นขอผมไปส่งคุณให้ถึงที่หลายก็แล้วกันนะครับน้องวดี”
