สองชั่วโมงผ่านไปอมราวดีเริ่มใช้ผ้าขนหนูขนาดเล็ก (ยืมเพื่อนอีกเช่นกัน) ขึ้นเช็ดหยาดเหงื่อพราวบนใบหน้าเป็นระยะ ครั้งสุดท้ายที่เธอออกกำลังกายก็คงจะเป็นในชั่วโมงพละสมัยเรียนมัธยม หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องเป็นการเดินช็อปปิ้งบ้าระห่ำเสียมากกว่าจะลุกขึ้นไปวิ่งเหยาะๆ บนเครื่องออกกำลังกายเช่นนี้
ส่วนคนที่กระตือรือร้นอยากมาก็อาการหนักใช่ย่อย จากเดิมคึกๆ ตอนนี้เลยเหลือแค่ก้าวยาวๆ บนลู่วิ่ง ชนิดที่ใครเห็นตอบได้ทันทีว่าเธอเพียงแค่เดินกินลมชมวิวเท่านั้น
อมราวดีเริ่มคันปากอยากซ้ำเติมเพื่อน เป็นไงล่ะ แค่วันแรกก็หมดแรงเสียแล้ว คุ้มไหมกับเงินที่เสียไป แต่เจ้าตัวดูเหมือนจะรู้ทันเอ่ยปากขอตัวไปสอบถามเรื่องบริการสระว่ายน้ำเสียก่อน
เครื่องค่อยๆ หยุดทำงานเมื่อครบเวลายี่สิบนาทีที่ตั้งไว้ คนวิ่งเหยาะๆ เลยตั้งท่าจะลงจากเครื่องทันที พลางบอกกับตัวเองว่าจะไม่มีวันยอมทรมานตัวเองเช่นนี้อีกแล้ว
“อย่าเพิ่งลงครับ”
เสียงใครบางคนเตือนขึ้น แต่ไม่ทันเสียแล้ว หล่อนก้าวขาออกจากลู่วิ่งจะลงมายืนที่พื้นด้านข้าง แล้วอยู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนขาล้าพร้อมกับอาการเวียนศีรษะเล็กน้อยตามมาเป็นระลอก
มือบางเอื้อมไปคว้าช่วงเหล็กแท่งกลมคว้าไว้เป็นหลักยึดทรงตัว แต่กะระยะพลาดไปนิ้วเรียวคว้าได้แต่อากาศว่างเปล่าเลยยืนเคว้งอยู่ตรงนั้นไม่กล้าขยับตัว
อันที่จริงหล่อนไม่ได้เวียนศีรษะอะไรมากมาย แต่มันก็มากพอที่สมองจะสั่งการว่าควรยืนนิ่งๆ สักครู่มากกว่าจะขยับไปไหนเท่านั้น แต่คนหวังดีกลับเดินเข้ามายืนซ้อนด้านหลังถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย
“ไหวไหมครับคุณ”
อมราวดีไม่ได้ส่งเสียงตอบออกไปมัวแต่พยายามทรงตัวอยู่ คนถามเลยพูดต่อ
“อย่าเพิ่งก้าวไปไหนนะครับ ลองค่อยๆ ยกมือขึ้นสลัดก่อน หรือพับขาไปด้านหลังก็ได้ เป็นการยืดกล้ามเนื้อก่อน”
หญิงสาวไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูดแต่ก็เริ่มยกมือขึ้นสะบัดๆ อย่างว่าง่าย
“ที่จริงเพิ่งวิ่งเสร็จใหม่ๆ ไม่ควรจะหยุดทันทีนะครับ ควรจะเดินช้าๆ บนลู่วิ่งสักห้านาทีก่อน ให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย หรือพอปิดเครื่องแล้วก็ควรจะยืนสะบัดแขนขาบนลู่วิ่งสักครู่ ไม่อย่างนั้นอาจจะเวียนหัวได้”
อมราวดีฟังเสียงเจ้ากี้เจ้าการที่บังอาจโผล่มาสั่งสอนหล่อนด้วยความขัดหูเล็กน้อย แต่ทว่าในน้ำเสียงนั้นกลับเจือไปด้วยสิ่งที่เรียกว่าน้ำใจมากกว่าจะเป็นการหมิ่นแคลนในความไม่รู้ประสาของเธอ หญิงสาวจึงยอมรับฟังด้วยอาการสงบได้
“ทีนี้ลงพับขาไปด้านหลังครับ เหยียดปลายเท้าขึ้นมาหาสะโพให้หัวเข่าชี้ลงพื้นแล้วค้างไว้สักห้าวินาที” เขาสั่งต่ออีก คราวนี้หญิงสาวไม่ลังเลที่จะทำตาม
“ดีครับ ทำซ้ำที่เท้าซ้ายด้วย”
หญิงสาวรู้สึกเหมือนตนเองเป็นเพียงเด็กนักเรียนที่ไม่รู้ประสีประสาอะไรเลย ในขณะที่เขาเป็นเหมือนครูผู้แสนจะใจดีค่อยๆ สอนศิษย์อย่างใจเย็น
หลังจากทำซ้ำสลับกันไปอีกสองรอบ อาการเวียนศีรษะก็เริ่มจางหายไป หญิงสาวเลยถือโอกาสหันหลังกลับไปจะเอ่ยปากขอบคุณผู้มีอุปการคุณเสียหน่อย
อารามรีบร้อนประกอบกับไม่ค่อยคุ้นเคยกับรองเท้าผ้าใบของเพื่อนที่หลวมเล็กน้อย เท้าข้างหนึ่งดันไปเหยียบเชือกผู้กรองเท้าอีกข้างที่หลุดร่นออกมา ขาเลยขวิดเข้าหากัน ยืนทรงตัวไม่อยู่ขึ้นมาจริงๆ
หญิงสาวเซเสียหลักจะล้มใส่ลู่วิ่งที่เพิ่งลงมาเมื่อครู่ยังดีที่คนมีน้ำใจคนเดิมยืนอยู่ไม่ห่างนักและมือไวพอที่จะคว้าท่อนแขนเรียวๆ ของหล่อนไว้ได้ทัน
โอ๊ย... ช่างหน้าขายหน้าเหลือเกินอมราวดีเอ๊ย...
มือหนาช่วยยึดร่างหญิงสาวไว้อย่างสุภาพ เขาแตะมือลงกับช่วงเอวของเธอไว้เพื่อพยุงให้ลุกขึ้น ท่อนแขนหนาๆ โอบประคองร่างบางให้ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แต่ถึงจะสุภาพอย่างไร หญิงสาวก็อดใจสั่นไม่ได้อยู่ดี
ถึงจะเป็นศิษย์เก่านักเรียนนอก แต่ผู้หญิงอย่างอมราวดีเคยอยู่ใกล้ชิดผู้ชายมากถึงขนาดนี้เสียที่ไหนกันเล่า
พอตั้งหลักขึ้นยืนได้อีกครั้งอมราวดีก็หันไปส่งยิ้มเก้อเขินพร้อมกับเอ่ยปากขอบคุณเขาเสียงแผ่ว อับอายเกินกว่าจะมองหน้าเขาตรงๆ
“ขอบคุณนะคะ... คุณ...”
หล่อนตั้งใจจะเอ่ยปากถามชื่อ แต่เสียงกลับเลือนหายไปในลำคอทันทีที่ได้เห็นภาพตรงหน้า
ผู้ชายเจ้าของเสียงทุ้มๆ และน้ำใจไมตรีเป็นชายสูงราวหกฟุต รูปร่างกำยำล่ำสันสมเป็นชายชาตรี ดวงหน้าขาวๆ ชวนมองไปเสียทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นริมฝีปากเรียวบางราวอิสตรี จมูกโด่งเป็นสัน คิ้วเข้มและดวงตาสีดำขลับทว่าทรงพลังคู่นั้นพุ่งตรงมายังหญิงสาวที่อายม้วนไม่วางตา
เขาสวมเสื้อกีฬาสีขาวทรงโปโลแขนสั้นสีขาว ตรงอกเสื้อมีโลโก้ยี่ห้อดังระดับโลกติดอยู่ กับกางเกงวอล์มสีกรมท่าดูเรียบง่ายเช่นเดียวกับรองเท้ากีฬาคู่ใหญ่สีขาวเข้าชุดกัน แต่ทุกชิ้นล้วนมาจากยี่ห้อดังแตกต่างกันไป
ช่วงอกเลยมาจนถึงท่อนแขนของชายหนุ่มล้วนประกอบไปด้วยมัดกล้ามชวนหลงใหล ไม่ได้มากมายเหมือนนักเพาะกายหรือนักกล้าม แต่ชวนมองด้วยหุ่นอย่างนักกีฬามากกว่า
ชายหนุ่มส่งยิ้มให้อมราวดีเล็กน้อย แต่สำหรับหล่อนแล้วมันช่างเป็นรอยยิ้มที่แสดงถึงความจริงใจและมิตรภาพที่งดงามที่สุดเท่าที่หล่อนเคยพบมาเลยทีเดียว
“ผมไรซ์ครับ” เขาเอ่ยปากแนะนำตัวเอง ต่อคำในประโยคเลือนหายของหล่อนด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม
หญิงสาวเริ่มได้สติกลับมาสนใจผู้ชายตรงหน้าทั้งที่ในจิตใจเริ่มสับสนวุ่นวายอย่างไม่น่าเชื่อ
“เอ่อค่ะ... ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ฉันชื่อ...”
หล่อนตอบตะกุกตะกักกลับไป ให้ตายสิ... ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเจอใครหล่อได้ใจอย่างนี้มาก่อนเลย แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยชื่อเล่นที่ถูกต้องของตนเอง เสียงเพื่อนตัวดีก็เอ่ยแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“หนูดี หิวน้ำไหม” บราลีไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วย เดินกลับมาพร้อมกับแก้วน้ำเย็นๆ สองแก้ว ยิ้มร่ามาแต่ไกล
ชายตรงหน้าอมราวดีเหลือบตาไปมองบราลีเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาพูดกับหล่อนอีกครั้ง
“ครับคุณหนูดี ยินดีที่ได้รู้จัก เพื่อนคุณมาแล้วผมขอตัวก่อนแล้วนะครับ”
อมราวดีอ้าปากจะค้าน หล่อนไม่ได้ชื่อหนูดี มีเพียงบราลีเท่านั้นที่ตั้งชื่อเพี้ยนๆ นี้ให้ แต่ไม่ทันเสียแล้วคุณไรซ์ผู้แสนดีหันหลังกลับและเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
หญิงสาวส่งสายมองตามแผ่นหลังกว้างๆ ของเขาไปโดยไม่รู้ตัว ใจอยากอ้าปากเอ่ยเรียกเขาไว้ก่อนแต่ก็ไม่รู้ว่าเสียงหายไปไหนหมด นึกอยากมองหน้าเขาให้นานกว่านี้แต่ก็จนใจ ในเมื่อเจ้าตัวเดินผ่านประตูออกไปห้องอื่นแล้ว มีก็แต่เพื่อนสนิทตัวร้ายเดินถือแก้วน้ำเย็นฉ่ำมาบริการให้ถึงมือ
“เป็นอะไรหนูดี ตาค้างเชียว มองอะไรเหรอ” บราลีถามพาซื่อทั้งที่เห็นหนุ่มหล่อมาคุยกับเพื่อนตนตั้งแต่ต้น
“เปล๊า...” คนตาค้างทำเสียงสูงปฏิเสธ ไม่ยอมตอบรับให้เพื่อนต้องสงสัย
“เปล่าอะไรกัน ฉันเห็นอยู่ตำตา ใครกันเหรอ ดารานักร้อง หรือว่าลูกท่านหลานเธอที่ไหน” เสียงเพื่อนถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นเต็มที่ ก็ตามปกติอมราวดีเคยสนใจผู้ชายเสียที่ไหน วันๆ ทำแต่งานอยู่อย่างนี้ ดูอย่างหล่อนสิ ขนาดสนใจผู้ชายเต็มที่ก็ยังไม่มีคู่รักเป็นตัวเป็นตนเลย นับประสาอะไรกับผู้หญิงที่หวงความโสดเสียยิ่งกว่าจงอางหาวงไข่อย่าอมราวดีเล่า
“ฉันจะไปรู้เหรอ” อมราวดีตอบตามตรง ใจเริ่มเข้าใจเพื่อนมากขึ้น
เหตุผลหนึ่งที่บราลีเลือกสปอร์ตคลับแห่งนี้ก็เพราะรู้ดีว่าสมาชิกส่วนใหญ่ของที่นี่ค่อนข้างจะมีฐานะร่ำรวย ดังนั้นจึงไม่แปลกหากผู้ชายหล่อล่ำเมื่อครู่จะกลายเป็นลูกหลานคนสำคัญที่ไหน แต่ที่สำคัญอย่างยิ่งยวดในตอนนี้ก็คือ...
“ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าเขาเป็นใคร”
อมราวดีได้ยินเสียงตัวตอบเพื่อนไปอย่างเลื่อนลอยเลยไม่ทันได้เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้ารู้เท่าทันของเพื่อนได้เลย
นับจากคุณไรซ์ผู้แสนดีเดินจากไป อมราวดีก็พยายามเดินสำรวจตรวจสอบไปเสียเกือบทุกที่ในสปอร์ตคลับ ชนิดที่เกือบจะเรียกได้ว่าเดินทัวร์จนทั่วอีกหนึ่งรอบแต่ก็ยังไม่มีวี่แววของชายหนุ่มนิสัยดีคนนั้นจวบจนบราลีเดินมาตามอย่างงงๆ ว่าเพื่อนกำลังทำอะไรอยู่นั่นแหละ อมราวดีจึงยอมถอยทัพเดินตามเพื่อนกลับบ้านไปอย่างหงอยเหงา
“เป็นอะไรของเธออีกละนี่ เหม่อจริงเชียว ฉันเรียกตั้งหลายทีแล้วนะ” บราลีปลุกเธอตื่นจากภวังค์ในเย็นวันนั้นเองที่ร้านอาหาร
หลังจากออกจากสปอร์ตคลับทั้งคู่ก็ตรงไปร้านอาหารเจ้าประจำสั่งเมนูเด็ดหลายรายการ แต่พออาหารเลิศรสมาวางตรงหน้าหญิงสาวกลับไม่ค่อยจะใส่ใจอยากรับประทานเท่าที่ควร ทั้งที่เหน็ดเหนื่อยกับการออกกำลังกายมาทั้งวันแล้ว
“เปล่าๆ แค่คิดอะไรเพลินๆ” หญิงสาวบอกปัดอีกตามเคย แต่ใจยังวนเวียนคิดถึงแต่ใบหน้าขาวๆ ริมฝีปากเรียวบางคู่นั้นไม่ห่างหาย
“เลิกคิดได้แล้ว หิวจะแย่ ไม่เคยคิดเล้ย... ออกกำลังกายแค่สองชั่วจะทำให้หิวได้มากถึงขนาดนี้”
อมราวดีตักอาหารเข้าปาก ต่อมรับรสไม่ค่อยทำงานดังปกติ ไม่ค่อยแน่ใจนักว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่
หลังจากอาหารมือหนักท้องผ่านพ้นไปสองสาวแยกย้ายกลับบ้าน แต่บราลียังไม่วายเอ่ยทิ้งท้ายให้บาดใจ
“รีบกลับไปนอนเอาแรง เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะมาสปอร์ตคลับแต่เช้าวันอาทิตย์คนคงเยอะ เผื่อจะได้รู้จักหนุ่มๆ บ้างฮ่าๆ”
คนฟังได้แต่ค้อนปะหลับปะเหลือกใส่เพื่อน ด้วยความหมั่นไส้แกมอิจฉา
ชั่วชีวิตของอมราวดีไม่เคยศรัทธาในรักแรกพบ คนเราจะรักกันได้อย่างไรตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้พบกัน ขนาดคนที่คบหากันมาเนิ่นนานเป็นสิบปียังเลิกรากันได้ นับประสาอะไรกับคนที่ไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อน แต่ทว่า...
วินาทีที่ได้พบกับเขา หล่อนถึงได้รู้ว่า... ชีวิตมีอะไรมากกว่านั้น
ทุกสิ่งรอบกายดูเหมือนจะหยุดอยู่กับที่ ภาพรอบกายคล้ายจะเลือนหายไปจากความรู้สึกไม่มีอะไรมีความหมายอีกแล้วนอกจากดวงตาทรงพลังคู่นั้น
หล่อนไม่ได้คาดหวังอะไรมากไปกว่าอยากพบเขาอีกสักรั้ง อยากรู้จักเขามากกว่านี้อีกสักหน่อยเท่านั้น...
เอ... หรือว่าเธอมีรักแรกพบเสียแล้ว
อมราวดีไม่อยากจะเชื่อเลยว่าหล่อนทำลงไปแล้วจริงๆ
หลังจากนอนกระสับกระส่ายวนเวียนคิดถึงแต่เรื่องไม่คาดฝันอยู่หนึ่งสัปดาห์เต็มจนในที่สุดอมราวดีก็ต้องยอมรับกับตัวเอง... เธอหยุดคิดถึงเขาไม่ได้เลย
เช้าวันใหม่หญิงสาวไม่รอช้า ยกหูโทรศัพท์ต่อสายถึงเพื่อนรักตั้งแต่เช้าตรู่ แม้จะยังงงๆ อยู่บ้างแต่บราลีก็ยิ้มแย้มยินดีกับการตัดสินกลับลำของเธออย่างหาที่สุดไม่ได้
“สมัครรายปีเลยดีไหมหนูดี ประหยัดกว่ารายเดือนตั้งเยอะแน่ะ” บราลีเอ่ยปากชวนทีเล่นทีจริงและไม่แปลกใจเลยกับคำตอบที่ได้รับ
“ให้มันน้อยๆ หน่อย รายเดือนก็เหลือแหล่แล้วแบม แล้วฉันคงไม่คิดจะใช้บริการมากกว่าเดือนหรอกน่า”
“ให้มันจริงเถอะ พอถึงเวลาเข้าจริงเธออาจจะเป็นสมาชิกอยู่เป็นปี ส่วนฉันเผ่นตั้งแต่เดือนแรกเลยก็ได้นะ”
“ฉันว่าเธอไม่ไปไหนง่ายๆ หรอกแบม อย่างน้อยก็จนกว่าจะหาแฟนในสปอร์ตคลับได้นั่นแหละ” อมราวดีแหย่กลับแต่เพื่อนหาได้สะทกสะท้านไม่
“ก็แน่สิยะ ลงทุนตั้งแพงแล้วนี่ ก็ต้องเอาให้คุ้ม” บราลีตอบพร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักชอบอกชอบใจ
เพียงยื่นบัตรเครดิตที่แทบจะไม่ค่อยได้หยิบออกจากกระเป๋ามาใช้นัก ให้พนักงานสาวคนเดิมไปพร้อมกับลงลายมือชื่อในเอกสารไม่กี่แห่ง หญิงสาวก็สูญเงินหลายหมื่นไปในชั่วพริบตา
