“ไปเถอะ นะหนูดี ไปเป็นเพื่อนกันหน่อย เธอก็รู้ว่าฉันไม่ค่อยกล้าไปไหนมาไหนคนเดียว” น้ำเสียงออดอ้อนอ่อนหวานเอ่ยไปพลางใช้มือเรียวๆ เขย่าแขนเพื่อนไปด้วย
คนถูกเขย่าดึงแขนออกพลางหัวเราะไปด้วย เธอยกมือขึ้นเสยปอยผมด้านหน้าไปให้พ้นจากใบหน้ารูปไข่ โดยมากเธอมักจะรวบผมไว้ที่ท้ายทอยเพราะอากาศร้อน แต่ก็ยังรักจะไว้ผมยาวเกือบถึงกลางหลังอยู่ดี
“น้อยไปสิ เธอน่ะขาลุยถึงไหนถึงกันอยู่แล้ว อย่ามาทำเป็นไร้เดียงสานะ ยังไงๆ ฉันก็ไม่เอาด้วยหรอกย่ะ” เจ้าของนาม ‘หนูดี’ ยกมือขาวๆ ขึ้นมาแกะมือเพื่อนออกจากแขนตัวเองเริ่มกลัวจะตัวเองจะทนไม่ไหวอีกตามเคย
“โธ่ หนูดี ไปด้วยกันหน่อยไม่ได้รึไง ฉันอุตส่าห์หวังดี แนะนำสิ่งดีๆ ให้เพื่อนเชียวนะ” เสียงคุยโวกึ่งจะทับถมทวงบุญคุณดังกังวาน คนฟังถึงกับต้องขึ้นเสียงโต้
“พอเลยๆ สิ่งดีๆ อะไรของเธอหา ต้องเสียเงินเพิ่มอีกเดือนละตั้งหลายพัน ไม่เอาด้วยหรอก ทุกวันนี้เงินเดือนก็แทบไม่พอใช้อยู่แล้ว”
“จะไปพอใช้ได้ยังไงในเมื่อเธอเล่นใช้ส่วนเดียวเก็บสามส่วนน่ะหา ยัยหนูดี ใคร๊... ที่ไหนสั่งสอนกันหึ มีอย่างที่ไหน เป็นผู้บริหารแต่เงินเดือนไม่พอใช้” เพื่อชักมือกลับมาท้าวช่วงเอวแทนมิหนำซ้ำยังยกอีกมือหนึ่งขึ้นชี้หน้า ‘หนูดี’ เพื่อประกอบการสั่งสอนเสียนี่
“ฉันถามจริงเถอะ ตอนแกอยู่อังกฤษมันอดอยากมากนักรึไง ตั้งแต่กลับมานี่ เงินแม้แต่บาทเดียวก็ไม่ให้กระเด็นเลยนะ ไอ้ฉันละเคยได้ยินแต่ใช้สามส่วน เก็บหนึ่งส่วน แต่แกนี่เล่นเก็บเรียบไม่ค่อยยอมใช้จ่ายอะไรเลย ไม่อึดอัดบ้างรึไงยะ”
พอต่อว่าได้สมใจ คนชี้นิ้วก็ทิ้งมือลงข้างกายดังเก่า ยังดีที่เลี่ยงคำบาดหูของเพื่อนไปได้ ไม่เช่นนั้นคนเอาแต่เก็บเงินไม่ยอมใช้คงได้เลือดขึ้นหน้ามากกว่านี้
“เออ ก็ยังดีที่เธอไม่ด่าว่าฉันงก ไม่งั้นนะ…” เสียงคนงกขาดหายไปในลำคอ ก่อนจะวกกลับมาเรื่องเดิม “ฉันก็ใช้ของฉันอย่างนี้ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย สบายดีเสียอีก ไม่มีหนี้กวนตัว สิ้นเดือนมาก็มีเงินเหลือใช้ไม่ต้องเที่ยววิ่งเอาเงินไปโป๊ะหนี้บัตรเครดิตเหมือนใครบางคน ฮิๆ...”
หล่อนหัวเราะคิกปิดท้าย ใจจริงไม่คิดอยากจะเอาความเดือดร้อนของเพื่อนมาเป็นเรื่องตลกเสียหรอก แต่ในเมื่อเจ้าตัวเองยังไม่เดือดร้อน คอยหัวเราะทับถมกันไม่เลิกเธอก็ทำให้มันเป็นมุขไปเสียเลย
ทุกช่วงกลางเดือนค่อนไปถึงปลายเดือน เพื่อนรักเธอต้องหมุนเงินจากทางโน้นมาไว้ทางนี้ ไปจ่ายทางนั้นให้วุ่นไปหมด บางทีก็ถึงกับกันส่วนของรายได้ในอนาคตมาจ่ายหนี้บางอย่างไปก่อน ตอนแรกเธอค่อนข้างตกใจอยู่บ้าง ตามประสาคนหวาดกลัวการเป็นหนี้ แต่พอผ่านไปนานๆ ชักจะชินมากกว่า
ก็ผ่านมาตั้งกี่ปีเข้าไปแล้ว เธอก็ยังไม่เคยเห็นเจ้าหนี้มาตามล้างตามเช็ดเพื่อนเธอสักหน แสดงว่าการหมุนเงินอย่างเป็นระบบย่อมมีข้อดีของมัน แต่สำหรับเธอแล้วขอใช้คติความไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐจะดีที่สุด
‘ใครบางคน’ ชักตาขวางรีบโต้ทันควัน “อ๋อ... ย่ะ ใช่สิ ไม่มีหนี้กวนตัว แล้วก็ไม่มีผะ... เอ่อ ไม่มีผู้ชายกวนใจด้วยใช่ไหมยะ หน้าตาแกไม่รับแขกซะขนาดนี้ใครที่ไหนจะมาสนใจ ฮ่าๆ”
ว่าแล้วคนพูดก็หัวเราะเสียงเอง ปล่อยให้คนไม่มีหนี้ทำหน้างอใส่
“ตกลงเธอมาชวนฉันไปเป็นเพื่อนหรือจะมาซ้ำเติมกันยะ ยัยแบม”
“โธ่ก็ชวนน่ะสิเพื่อน นะไปกับฉันเถอะ ใจคอเธอจะให้ผู้หญิงบอบบางๆ อย่างบราลีคนนี้เดินเข้าสปอร์ตคลับคนเดียวได้ลงคอเหรอเพื่อนใจร้ายจริง”
“บ้า อย่างเธอนี่นะบอบบาง” คนใจร้ายรีบโต้ ส่งสายตาเอือมระอาให้เพื่อน แต่บราลีหรือแบมไม่มีสลด
บราลีมีรูปร่างค่อนไปทางอวบเล็กน้อย แต่ด้วยความที่โครงสร้างกระดูกค่อนข้างใหญ่ อีกทั้งบุคลิกเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจจึงยากนักที่จะจัดว่าเธอเป็นสาวประเภทบอบบาง
“เออก็ได้ๆ ยอมรับอยู่หรอกว่าหุ่นบอบบาง แต่นิสัยน่ะไม่ใช่แน่ๆ” เธอประชดด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ
“นี่หนูดี มันจะเป็นอะไรนักหนาหา แค่ชวนไปสปอร์ตคลับแค่นี้ ชวนไปออกกำลังกายนะยะ ไม่ได้ชวนไปเที่ยวกลางคืนซักหน่อยคุณหญิงแม่เธอไม่ว่าหรอก”
“ฉันก็ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” หนูดีแก้ตัวอุบอิบ บราลีเคยเจอมารดาเธอมาแล้วหลายครั้งแม้จะพยายามนอบน้อมเพียงใด ก็ยังถูกตำหนิว่าก๋ากั่นเช่นเดิมจนบราลีทนไม่ไหว เริ่มเรียกแม่ของเพื่อนสนิทว่าคุณหญิงแม่เสียตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน จนมาเมื่อปีที่แล้วคุณนายผกากรองมารดาของเธอได้รับการแต่งตั้งเป็นคุณหญิงขึ้นมาจริงๆ บราลียิ่งย้ำใหญ่ว่าเธอมองการณ์ไกล
“แล้วถามจริงเถอะ เธอนึกอะไรขึ้นมาถึงอยากไปสปอร์ตคลับหา อยู่ดีไม่ว่าดีไปเสียตังค์ให้เรื่องไม่จำเป็น”
ท้ายประโยคน้ำเสียงออกไปทางบ่นพึมมาดไม่ต่างจากคุณหญิงแม่เท่าไหร่ เพื่อนซี้เลยได้แต่ยิ้มหัวไปพลางอ้าปากอธิบาย
“ไม่จำเป็นอะไรกันหนูลี ไปออกกำลังดีออก แล้วนี่เธอดูสิว่าฉันเริ่มอืดขนาดไหนแล้ว”
ว่าแล้วคนอืดก็ยกแขนให้เชยชมเป็นขวัญตา
“นี่ดูสิ ท้องแขนเริ่มจะมีเนื้อหนังมากเกินไปละ แถมเมื่อวานนะ ฉันรับไม่ได้จริงๆ เลยหนูดี”
“อะไรของเธออีกล่ะ” หนูดีเอ่ยปากถามไปตามเรื่อง แต่ในใจยังอดสงสัยไม่ได้ แขนเรียวๆ ของเพื่อนก็ดูจะพอเหมาะพอเจาะดีอยู่แล้ว ไม่เห็นมีส่วนใดเรียกได้ว่าอืดสักที่
“ก็เมื่อวานเงินเดือนออก”
“แล้วไง เงินเดือนฉันก็ออกเหมือนกัน ไม่เห็นจะเป็นยังไงเลย เอ... หรือว่ามาม่าขึ้นราคาอีกแล้ว นี่ละน้าเศรษฐกิจไม่ดี ไม่รู้เมื่อไหร่รัฐบาลถึงจะ...”
เพื่อนยังบ่นไม่ทันเสร็จบราลีก็รีบยกมือห้าม
“พอเลยเธอ ฉันยังไม่อยากฟังเลคเชอร์ตอนนี้” หญิงสาวทำหน้าเซ็งโลกประกอบ คนพูดเลยยอมหยุดไว้ก่อน “เมื่อวานแวะไปช้อปปิ้ง เธอก็รู้ใช่ไหมวันศุกร์สิ้นเดือนห้างไหนห้างนั้นมีลดกระหน่ำหั่นแหลกแจกสะบัดด้วยกันทั้งนั้น”
“แล้วเค้าก็เลยแจกคูปองส่วนลดสปอร์ตคลับมา?” คนฟังลองทาย
“เปล่า”
“งั้นก็คูปองใช้ทดลองบริการฟรีเอ้า”
“ไม่ใช่อีกนั่นแหละ เธอนี่คิดอะไรมีแต่ของฟรี ของแถมทั้งนั้นเลยนะ”
“อ้าว... สปอร์ตคลับน่ะแพงจะตายไป อยู่ดีๆ จะไปเสียงเงินให้มันทำไม”
“ก็เพราะว่ามันไม่ได้อยู่ดีๆ น่ะสิ นี่ตกลงจะฟังไหม พูดขัดคอเสียจริง”
คนขัดคอได้แต่พยักหน้ารับ เพื่อนอุตส่าห์ขับรถมาหาถึงบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ พอมาถึงแล้วพบว่าคุณหญิงแม่ไม่อยู่บ้านบราลีก็หน้าตาเบิกบานรีบเอ่ยปากชวนเข้าธุระตนเองทันที
“เมื่อวานตั้งใจจะไปซื้อกางเกงผ้าซาตินสีขาวทรงกระบอกเข้ารูป โหย... สวยสุดๆ เลยเธอ แถมยังลดราคาด้วย แต่พอเข้าไปลองเท่านั้นแหละเป็นยังไงรู้ไหม”
คนฟังได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก คำว่าลดราคาของบราลีคงลดไม่เท่าไหร่หรอก ลดแล้วก็เหมือนไม่ได้ลดเลยไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมาย
“ใส่ไม่ได้”
“ยิ่งกว่าใส่ไม่ได้อีกหนูดี”
“อะไรของเธอ”
“ฉันใส่ได้ แต่ไม่ได้ซื้อมา”
“อ้าว ทำไมล่ะ ชอบไม่ใช่เหรอ หรือว่ามันแพงไป”
“เปล่า ราคาถูกเหมือนได้เปล่า ตอนแรกฉันว่าจะซื้อสัก 3 ตัวเลย 3 สี แต่นี่ฉันดันใส่ไซด์แอลไม่ได้ ต้องเลื่อนมาใส่ XL” บราลีพูดด้วยเสียงสยองขวัญ
“แล้วทำไมไซด์ใหญ่คิดราคาเพิ่มเหรอ”
“บ้าเหรอหนูดี มันทำให้ฉันรู้ตัวต่างหากล่ะ ฉันอ้วนขึ้นน่ะ เธอคิดดูสิไซด์ XL แค่คิดก็สยองแล้ว รอบเอวฉันขึ้นอีกรึเปล่าก็ไม่รู้ไม่กล้าวัด ตอนนั้นฉันเลยเผ่นกลับบ้าน มันน่ากลัวมากเลยกางเกงไซด์ใหญ่พิเศษ คนอย่างบราลีไม่เคยใส่ ปกติใส่แต่ไซด์เอ็มเสียด้วยซ้ำไป”
คนฟังได้แต่นิ่วหน้า ไม่อยากเอ่ยค้านถึงความเป็นจริง บราลีใส่เสื้อผ้าไซด์ M ก็จริง แต่หากวัดขนาดกันจริงๆ แล้วควรจะเป็น L
มากกว่า
หล่อนอยากอ้าปากหัวเราะเสียตรงนั้นแต่พอมองใบหน้าเป็นทุกข์เหลือประมาณของเพื่อนแล้วก็ทำไม่ลง
“เธอคิดมากเกินไปรึเปล่า”
“ไม่มากหรอก คิดน้อยไปด้วยซ้ำถึงได้มารู้ตัวเอาตอนนี้”
“ไม่มั้ง ฉันก็ไม่เห็นว่าเธอจะอ้วนตรงไหนเลย”
“ไม่ต้องรอให้รู้ตัวหรอก ไม่รู้หละ ยังไงๆ ฉันก็จะไปสมัครสมาชิกสปอร์ตคลับ และเธอต้องไปเป็นกับฉันด้วยหนูดีเพื่อนเลิฟ”
เพื่อนรักได้ยกมือเกาหัวแกรกๆ เอากะเพื่อนสิ พูดไปพูดมาวกมาชวนเธอเสียเงินโดยใช่เหตุเสียอย่างนั้น
“แต่ว่า... ฉันได้ยินมาว่าค่าสมัครเค้าคิดเป็นรายปีไม่ใช่เหรอ แพงตายเลย”
“ไม่แพง ฉันโทรไปถามมาแล้วเมื่อเช้านี้เอง”
“หา...”
“จริงๆ” เพื่อนยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เธอไหมว่าเราโชคดีมากเลยนะ ช่วงนี้เค้าจัดโปรโมชั่นเลยเปิดรับสมาชิกเพิ่มด้วย
อัตราค่าบริการถูกเป็นพิเศษ ถ้าไม่แน่ใจก็ลองใช้บริการเป็นรายครั้งก่อนก็ยังได้ แต่ถ้าจะสมัครสมาชิกก็มีให้เลือกทั้งแบบรายเดือนรายปี ไปจนถึงแบบถาวรเลยนะหนูดี”
